Roadshow
อีกหนึ่งข้อหัวที่น่าสนใจจากงาน Roadshow ที่ทางทีม Research หลักทรัพย์บัวหลวงจัดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นก็คือ “BLS Carbon credit: Steering toward sustainable growth” วันนี้เราก็ไม่พลาดที่จะคัดไฮไลท์สำคัญมาเล่าให้ทุกท่านได้ตามไปอ่านกันว่า ทำไม “คาร์บอนเครดิต” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน
จากงานวิจัยของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบว่า สาเหตุเกิดจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เป็นความกดดันของทางการ เนื่องจากการวิเคราะห์ในภาพรวม แผนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปลายศตวรรษได้ ซึ่งประเทศไทยมีการตั้งเป้าหมายว่า จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็น 0% ในปี 2608
จากข้อมูลล่าสุดในปี 2561 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 372 ล้านตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นประมาณ 0.8-0.9% ของทั่วทั้งโลก เมื่อจำแนกสัดส่วนแบ่งเป็น
แต่จากข้อมูลปี 2561 ป่าไม้ดูดก๊าซกลับได้น้อยลงอยู่ที่ 80 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปี 2559 ป่าไม้ดูดกลับได้ 90 ล้านตัน ซึ่งรัฐบาลจึงต้องคิดแผนการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม
ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วยการพัฒนาระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำ ซึ่งจะมีเป้าหมายเรื่อง Net Zero และ Carbon neutrality โดยยุทธศาสตร์ คือ ต้องเหลือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 120 ล้านตันในทุกภาคส่วน เพราะศักยภาพการดูดกลับจากป่าไม้ทำได้แค่ 120 ล้านตัน ถือเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเราอาจต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) โดยคาดการณ์ตามนโยบาย ถ้าทำได้เร็วกว่าปี 2583 จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย “ดร.พิรุณ สายสิทธิ์พานิชย์” เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลภายในงาน
Carbon credit คือ Certificate ที่สามารถรับรองได้ว่าโครงการใดโครงการหนึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ Baseline ที่เทียบเคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ลดการปล่อย 2. เพิ่มการเก็บ ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า และการใช้เทคโนโลยี เช่น Carbon Capture เป็นต้น ปัจจุบันจำนวน Credit ในตลาดทั่ว ๆ ไป มีประมาณ 20-30% ของสิ่งที่ต้องลด โดยหลังจากที่ทำมาแล้วประมาณ 7 ปี Credit ทั้งหมดมีประมาณ 13 ล้านตัน และโปรเจกต์ใหญ่ ๆ จะเป็น Renewable จากการที่กระทรวงพลังงานส่งเสริม โปรเจกต์ที่ 2 คือ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก Waste management เช่น การกำจัดน้ำเสียและไบโอแก๊ส (Biogas) “คุณเกียรติชาย ไมตรีวงษ์” ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้ข้อมูล
ปัจจุบันการคิดคำนวณการดูดกลับของ Carbon Credit ของไทยถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับสากลโลก ประมาณ 10 ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี แต่จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไทยสามารถดูดกลับได้อยู่ที่ 2.75 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปีเท่านั้น จึงมีการตั้งเป้าหมายใหม่โดยการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและเครือข่ายธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เข้ามาร่วมปลูกป่าเพื่อใช้ประโยชน์จาก Carbon Credit ล่าสุดการเก็บตัวเลขจากสถานีปลูกป่าตัวอย่างทั้งหมด 86 สถานีทั่วประเทศ ตัวเลขที่เก็บได้คือ 7.9 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี ซึ่งคาดการณ์ว่าตัวเลขใหม่ที่จะประกาศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาระดมปลูกป่า เพื่อลดและกักเก็บคาร์บอนเครดิตได้เป็นอย่างดี “คุณโสภณ ทองดี” อตีตอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูล
ในส่วนของภาพรวมตลาด Carbon Credit โดยเดิมทีเป็นตลาดที่ทดลอง จากสถิติในปี 2559 มีการซื้อขายอยู่ที่ 5,600 ตัน แต่ในปี 2565 การซื้อขายอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 128 ล้านบาท โดยปัจจุบันอุตสากรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะจะมีการเสียภาษี ซึ่งแปลว่าต้องเพิ่มโครงการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้และราคาภาษีถูกลง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ ประเทศต้องเข้าสู่การเป็น “Net zero” “ดร.พิรุณ” พูดเสริม
ในเรื่องการได้รับสิทธิ์ในการปลูกป่าชายเลน 10,000 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต มาจากบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ที่ DITTO ถือหุ้นอยู่ 100% ทำธุรกิจเกี่ยวกับบริหารจัดการน้ำด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอีกส่วนที่ทำอยู่ด้วย คือ ศึกษาเรื่องชายฝั่งทะเล ทั้งนี้จากการคำนวณประมาณการที่ต้องลงทุนอยู่ที่ 150-160 ล้านบาท ต่อ 1,100 ไร่ หลังจากนั้นในแต่ละปี ต้องใช้เงินดูแลในประมาณ 30-35 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องของเงินลงทุน ตอนนี้ก็กำลังศึกษาวิธีการระดมทุนในรูปแบบอื่น เช่น การออกบอนด์ หรือโทเคน โดยเปิดให้ภาคธุรกิจที่ต้องใช้คาร์บอนเครดิตจองล่วงหน้า ถ้าสำเร็จอาจไม่ต้องใช้เงินบริษัทในการลงทุน “คุณธกรณ์ รัตนกมลพร” ประธานกลุ่มบริษัท DITTO ให้ข้อมูล
ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ทาง ปตท.สผ. ตระหนักถึงความสำคัญของ Energy transition จึงได้ตามหาโครงการที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสเกิดมาเป็น CCS Project (เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน) ในเมืองไทยที่มีประสิทธิภาพที่สุด นั่นก็คือ โครงการแหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ค่อนข้างเยอะ โดยในแต่ละครั้งจะมี CO2 เจือปนขึ้นมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ ปตท.สผ. กำลังทำและศึกษาอยู่ คือ โอกาสและเทคโนโลยีที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization - CCU) โดยเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าหรือวัสดุเพื่ออนาคต ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการทำ Front-end engineering แบบ Conceptual หากไม่ติดผลอะไร จะดำเนินการต่อโดยทำ Front-end engineering แบบเต็มรูปแบบ และจะวางแผนในอนาคตต่อไปว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในระดับชาติได้อย่างไรบ้าง “คุณนภสิทธิ์ ชัยวรรณคุปต์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธรุกิจใหม่ PTTEP ให้ข้อมูลภายในงาน

“Net Zero Emissions”
ปัจจุบันประชาคมโลกให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศรวมถึงไทย ต่างก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ รวมถึงในส่วนของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งเช่นกัน ทำให้ระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงไปจากงานวิจัยของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบว่า สาเหตุเกิดจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เป็นความกดดันของทางการ เนื่องจากการวิเคราะห์ในภาพรวม แผนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปลายศตวรรษได้ ซึ่งประเทศไทยมีการตั้งเป้าหมายว่า จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็น 0% ในปี 2608
จากข้อมูลล่าสุดในปี 2561 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 372 ล้านตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นประมาณ 0.8-0.9% ของทั่วทั้งโลก เมื่อจำแนกสัดส่วนแบ่งเป็น
- ภาคพลังงาน ที่มีการปล่อยสูงที่สุดอยู่ที่ 254 ล้านตัน เป็นการผลิตไฟฟ้า 90 ล้านตัน ที่เหลือมาจากภาคอุตสาหกรรมการขนส่ง
- ภาคเกษตร มีการปล่อย 58 ล้านตัน
- ภาคอุตสาหกรรม
- ขยะน้ำเสีย แต่ก็ยังมีภาคการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ที่สามารถดูดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้
แต่จากข้อมูลปี 2561 ป่าไม้ดูดก๊าซกลับได้น้อยลงอยู่ที่ 80 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปี 2559 ป่าไม้ดูดกลับได้ 90 ล้านตัน ซึ่งรัฐบาลจึงต้องคิดแผนการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม
ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วยการพัฒนาระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำ ซึ่งจะมีเป้าหมายเรื่อง Net Zero และ Carbon neutrality โดยยุทธศาสตร์ คือ ต้องเหลือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 120 ล้านตันในทุกภาคส่วน เพราะศักยภาพการดูดกลับจากป่าไม้ทำได้แค่ 120 ล้านตัน ถือเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเราอาจต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) โดยคาดการณ์ตามนโยบาย ถ้าทำได้เร็วกว่าปี 2583 จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย “ดร.พิรุณ สายสิทธิ์พานิชย์” เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลภายในงาน
Carbon credit คือ Certificate ที่สามารถรับรองได้ว่าโครงการใดโครงการหนึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ Baseline ที่เทียบเคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ลดการปล่อย 2. เพิ่มการเก็บ ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า และการใช้เทคโนโลยี เช่น Carbon Capture เป็นต้น ปัจจุบันจำนวน Credit ในตลาดทั่ว ๆ ไป มีประมาณ 20-30% ของสิ่งที่ต้องลด โดยหลังจากที่ทำมาแล้วประมาณ 7 ปี Credit ทั้งหมดมีประมาณ 13 ล้านตัน และโปรเจกต์ใหญ่ ๆ จะเป็น Renewable จากการที่กระทรวงพลังงานส่งเสริม โปรเจกต์ที่ 2 คือ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก Waste management เช่น การกำจัดน้ำเสียและไบโอแก๊ส (Biogas) “คุณเกียรติชาย ไมตรีวงษ์” ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้ข้อมูล
ปัจจุบันการคิดคำนวณการดูดกลับของ Carbon Credit ของไทยถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับสากลโลก ประมาณ 10 ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี แต่จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไทยสามารถดูดกลับได้อยู่ที่ 2.75 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปีเท่านั้น จึงมีการตั้งเป้าหมายใหม่โดยการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและเครือข่ายธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เข้ามาร่วมปลูกป่าเพื่อใช้ประโยชน์จาก Carbon Credit ล่าสุดการเก็บตัวเลขจากสถานีปลูกป่าตัวอย่างทั้งหมด 86 สถานีทั่วประเทศ ตัวเลขที่เก็บได้คือ 7.9 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี ซึ่งคาดการณ์ว่าตัวเลขใหม่ที่จะประกาศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาระดมปลูกป่า เพื่อลดและกักเก็บคาร์บอนเครดิตได้เป็นอย่างดี “คุณโสภณ ทองดี” อตีตอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูล
ในส่วนของภาพรวมตลาด Carbon Credit โดยเดิมทีเป็นตลาดที่ทดลอง จากสถิติในปี 2559 มีการซื้อขายอยู่ที่ 5,600 ตัน แต่ในปี 2565 การซื้อขายอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 128 ล้านบาท โดยปัจจุบันอุตสากรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะจะมีการเสียภาษี ซึ่งแปลว่าต้องเพิ่มโครงการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้และราคาภาษีถูกลง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ ประเทศต้องเข้าสู่การเป็น “Net zero” “ดร.พิรุณ” พูดเสริม
ไฮไลท์สำคัญของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ “Carbon Credit”
DITTO
มีธุรกิจ 3 ส่วน คือ1 Document Management (Paper less) การลดใช้กระดาษในองค์กร ซึ่งก็หมายถึงสามารถลดปริมาณการตัดต้นไม้และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ และสามารถนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิตได้ ส่วนที่ 2 Innovation Engineering และส่วนที่ 3 คือ อุปกรณ์ออฟฟิศสำนักงาน โดยปีนี้ได้เปิดธุรกิจที่ 4 เพิ่ม คือ Green Technology โดยจะโฟกัสในเรื่องของ Carbon Credit เป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการปลูกป่า แต่ยังมีเรื่องของระบบการคัดแยกขยะอีกด้วย ปัจจุบันได้รับคัดแยกขยะให้กับ อบจ. บึงฉวัด ด้วยปริมาณ 160 ตันต่อวัน ซึ่งกระบวนการนี้จะสามารถลดก๊าซมีเทน และจะสามารถเคลมเรื่อง Carbon Credit ได้ จากที่เราคำนวณ 160 ตันต่อวัน แต่คาดว่าหลังได้ร่วมโครงการ น่าจะได้ประมาณ 0.5-0.6% คิดเป็น 16 เท่าต่อตันคาร์บอนต่อวัน เมื่อคำนวณต่อปีน่าจะได้ ประมาณ 40,000 ตันต่อปีในเรื่องการได้รับสิทธิ์ในการปลูกป่าชายเลน 10,000 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิต มาจากบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ที่ DITTO ถือหุ้นอยู่ 100% ทำธุรกิจเกี่ยวกับบริหารจัดการน้ำด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอีกส่วนที่ทำอยู่ด้วย คือ ศึกษาเรื่องชายฝั่งทะเล ทั้งนี้จากการคำนวณประมาณการที่ต้องลงทุนอยู่ที่ 150-160 ล้านบาท ต่อ 1,100 ไร่ หลังจากนั้นในแต่ละปี ต้องใช้เงินดูแลในประมาณ 30-35 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องของเงินลงทุน ตอนนี้ก็กำลังศึกษาวิธีการระดมทุนในรูปแบบอื่น เช่น การออกบอนด์ หรือโทเคน โดยเปิดให้ภาคธุรกิจที่ต้องใช้คาร์บอนเครดิตจองล่วงหน้า ถ้าสำเร็จอาจไม่ต้องใช้เงินบริษัทในการลงทุน “คุณธกรณ์ รัตนกมลพร” ประธานกลุ่มบริษัท DITTO ให้ข้อมูล
PTTEP
ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ทาง ปตท.สผ. ตระหนักถึงความสำคัญของ Energy transition จึงได้ตามหาโครงการที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสเกิดมาเป็น CCS Project (เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน) ในเมืองไทยที่มีประสิทธิภาพที่สุด นั่นก็คือ โครงการแหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ค่อนข้างเยอะ โดยในแต่ละครั้งจะมี CO2 เจือปนขึ้นมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ ปตท.สผ. กำลังทำและศึกษาอยู่ คือ โอกาสและเทคโนโลยีที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization - CCU) โดยเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าหรือวัสดุเพื่ออนาคต ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการทำ Front-end engineering แบบ Conceptual หากไม่ติดผลอะไร จะดำเนินการต่อโดยทำ Front-end engineering แบบเต็มรูปแบบ และจะวางแผนในอนาคตต่อไปว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในระดับชาติได้อย่างไรบ้าง “คุณนภสิทธิ์ ชัยวรรณคุปต์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธรุกิจใหม่ PTTEP ให้ข้อมูลภายในงาน 
ลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถติดตามอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มจากทีม Research เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Wealth CONNEX ได้ที่...
- IOS รองรับ iOS 14 ขึ้นไป ติดตั้ง คลิกที่นี่
- Android รองรับ 7.0 ขึ้นไป ติดตั้ง คลิกที่นี่
- Notebook & Personal Computer Browser Support : Chrome, Firefox, Safari7+, IE11+
อ่านคู่มือและเงื่อนไขการใช้งานคลิกที่นี่
✅ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอป Wealth CONNEX บริการเชื่อมต่อทุกความรู้และบริการลงทุน
เลือกเมนู CHAT กด Chat With Customer Service
