การทำธุรกิจแบบ Sharing Economy คืออะไร?
Sharing Economy เป็นรูปแบบธุรกิจที่เน้นการเติบโตแบบ Peer-to-Peer (P2P) พึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่เลือกเติบโตแบบคนเดียว ส่งผลทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Airbnb, TripAdvisor, Grab, Uber, WeWork ฯลฯ
การแบ่งปันในที่นี้ หมายถึงทั้งการแบ่งปันสินทรัพย์ที่บางครั้งอาจมีอยู่มากเกินไป (Excess Capacity) ทำให้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้มากเท่าที่ควร หากมี Sharing Economy แบบนี้ก็จะทำให้เจ้าของสินทรัพย์สามารถใช้งานสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังส่งผลดีต่อลูกค้าหรือผู้บริโภค โดยสามารถเพิ่มทางเลือกได้มากขึ้น
หากพูดถึง Sharing Economy คงจะไม่นึกถึงบริษัทน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯไปเมื่อปลายปี 2563 ไปไม่ได้ นั่นก็คือ…
“Airbnb (ABNB)”
- Airbnb แพลตฟอร์มออนไลน์ ให้บริการจัดหาที่พักชั่วคราว สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับผู้คนทั่วโลก พาให้คนที่มีบ้านหรือห้องว่าง มาแชร์บ้าน แชร์ห้อง ให้กับคนแปลกหน้าที่ต้องการที่พัก ซึ่งในปัจจุบัน Airbnb สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้เป็นอันดับ 1
- ด้านรายได้ของ Airbnb 9 เดือนแรก ปี 2563 อยู่ที่ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 จึงทำให้รายได้ชะลอตัวลง 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ดี หากเทียบค่าใช้จ่ายจากการทำการตลาดของ Booking.com และ Expedia คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30-40% ของรายได้รวม ในปี 2563 ขณะที่ Airbnb คาดว่าต่ำกว่า โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 11% ของรายได้รวม เนื่องจากแบรนด์ของ Airbnb ที่ค่อนข้างแข็งแรงมากกว่า 2 บริษัทที่กล่าวถึงก่อนหน้า
- โฮสหรือเจ้าของบ้านของ Airbnb นับว่า เป็นรากฐานที่สำคัญของธุรกิจ โดยโฮสรายคนจะสามารถทำให้แบรนด์ Airbnb นั้นโดดเด่นและแตกต่างได้ ตั้งแต่คุณครูไปยังศิลปินที่ตอนนี้ขยายไปถึง 220 ประเทศ และกว่า 1 แสนเมือง จะเห็นว่าจำนวนโฮส ณ 30 ก.ย. 2563 อยู่ที่ 4 ล้านโฮส และกว่า 86% อาศัยอยู่นอกสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีจำนวนที่อยู่อาศัย เพื่อให้เข้าพักกว่า 7.4 ล้านแห่งและจำนวน ที่ Active อยู่ที่ 5.6 ล้านราย ณ ช่วงเวลาเดียวกัน
แต่หากมองบริษัทอื่น ๆ ที่ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่คล้ายกัน แต่มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป ก็คงจะเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ โดยการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มระหว่างผู้ที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราว เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ กับเจ้าของโรงแรมหรือที่พักที่มีความต้องการผู้เข้าพักอาศัย ให้มาเจอกัน รวมไปถึงเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยว ซึ่งนับว่าจะช่วยให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการวางแผนการท่องเที่ยว สามารถใช้ข้อมูลจากคนที่เคยไปมาแล้ว เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้ นั่นก็คือ Booking Holdings, TripAdvisor, Trip.com, Expedia ฯลฯ
TripAdvisor (TRIP)
- นับว่าเป็นบริษัทที่ให้ข้อมูลและวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม โดยในแพลตฟอร์มจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว รีวิว และความเห็นต่างๆ ของสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รถโดยสาร เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้คนที่ต้องการค้นหาและทราบข้อมูล สามารถค้นหาและเข้าอ่านภายในแพลตฟอร์มได้
- นอกจากนั้นแล้ว ลูกค้ายังสามารถจองตั๋วเครื่องบิน เปรียบเทียบราคาของตั๋วเครื่องบินและราคาที่พักอาศัยภายในแพลตฟอร์มได้ รวมทั้งการจองร้านอาหาร จองทัวร์ และซื้อตั๋วในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นต้น
- อีกทั้งในปัจจุบัน TripAdvisor มีข้อมูลการรีวิวกว่า 860 ล้านรีวิว ในกว่า 8.7 ล้านสถานที่แล้ว เช่น การรีวิวโรงแรม, Airbnb เป็นต้น
- รายได้รวมไตรมาส 3 ปี 2563 อยู่ที่ 151 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งลดลงจากปีก่อนกว่า 65% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19
Booking.com (Booking Holdings: BNKG)
- Booking.com ที่เรารู้จักกัน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันสามารถให้บริการจองขยายมากกว่า 220 ประเทศ แล้วรู้หรือไม่ว่า… นอกจาก Booking.com แล้ว Booking Holdings ยังเป็นเจ้าของหลายแบรนด์ เช่น KAYAK, Priceline, Agoda, Rentalcars.com และ OpenTable เป็นต้น
- รายได้ของ Booking Holdings แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก รายได้จากการให้บริการเป็นตัวแทน รายได้จากการเป็นร้านค้า และรายได้จากโฆษณาและอื่น ๆ โดยไตรมาส 3 ปี 2563 รายได้รวมอยู่ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ 48% โดยได้รับผลกระทบหลักจากการระบาดของโควิด-19
- อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบไตรมาส 3 กับไตรมาส 2 ปี 2563 จะเห็นว่าจำนวนคืนที่เข้าพักเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ที่ 127 ล้านคืนโดยไตรมาส 2 ปี 2563 อยู่ที่ 28 ล้านคืนเท่านั้น
Trip.com (Trip.com Group: TCOM)
- ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจองที่พักอาศัย การซื้อตั๋วเพื่อการโดยสาร, การซื้อแพคเกจทัวร์ รวมไปถึงการจองสำหรับกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ เช่น การแสดงโชว์ หรืออีเวนต์ เป็นต้น
- ผลประกอบการของบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีน ไตรมาส 3 ปี 2563 เติบโตเป็นบวก จากการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักภายในประเทศ อย่างไรก็ดี รายได้สุทธิรวมอยู่ที่ 5.5 พันล้านหยวนจีน (หรือราว 805 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลงจากปีก่อนที่ 48% ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปีเดียวกันที่ 73%
- หากดูที่สัดส่วนของรายได้จะเห็นว่าในไตรมาส 3 ปี 2563 ที่ผ่านมา รายได้ที่ Trip.com ได้จากการให้บริการแพลตฟอร์มจองที่พักอยู่ที่ 2.5 พันล้านหยวนจีน ซึ่งคิดเป็น 45% ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากการให้บริการจองตั๋วเครืองบินอยู่ที่ 1.9 พันล้านหยวนจีน ซึ่งคิดเป็น 35% ของรายได้รวม ซึ่งนับว่าเป็นการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างดี
Expedia (Expedia Group : EXPE)
- Expedia Group (EXPE) ผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มเกี่ยกับการท่องเที่ยวครบวงจรหลายประเทศในโลกให้บริการลูกค้าและคู่ค้ารอบโลกอย่างกว้างขวาง โดยให้บริการทั้งด้านของการโดยสารเครื่องบิน ไฟลท์บิน รวมไปถึงการจองโรงแรม และบริการให้เช่ารถ เป็นต้น
- รู้หรือไม่ว่า Expedia Group เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Brand Expedia, Hotels.com, Expedia Partner Solutions, Vrbo, Egencia, trivago, HomeAway, Travelocity, Hotwire และอื่นๆ อีกมากมาย
- ปัจจุบันบริษัทเร่งเครืองพัฒนานวัตกรรมเทคฯ เตรียมตัวรับมือการกลับมาของกลุ่มการท่องเที่ยวผ่านการพัฒนาเทคฯในการเป็นตัวแทนผ่านแพลตฟอร์ม ปรึกษาพัฒนาการทำงานของเว็ปไซต์ เน้นระบบให้ยืดหยุ่น ลดการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม และไม่มีการเก็บเงินจากการยกเลิก (Free Cancellation)
- โดยเรามองว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับแรงหนุนหลังจากวัคซีนโควิด-19 ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง 2564 ที่การท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง และส่งผลดีต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
- จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้จำนวนคืนที่ลูกค้าทำการจองเพื่อเข้าพักในไตรมาส 3 ปี 63 ลดลงกว่า 58% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากเดิมที่ไตรมาส 3 ปี 62 เพิ่มขึ้นมา 11% จากจำนวนคืนที่จองเข้าพักไตรมาส 3 ปี 61)
สุดท้ายยังมีการขนส่งสินค้าและการโดยสาร ที่บางบริษัทสร้างเป็นแพลตฟอร์ม เพื่อให้คนขับได้ใช้รถยนต์ส่วนตัวของตัวเองและเวลาที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างรายได้ และผู้ใช้ก็สามารถเรียกใช้ตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งผู้โดยสาร โดยทำคล้ายกับเป็นรถยนต์โดยสาร แบบที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ระยะยาวอย่างรถยนต์หลายคันเป็นของตัวเอง เหมือนกับโมเดลธุรกิจสมัยอดีต อีกทั้งผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย เรียกรถผ่านแอปฯ เช่น Uber, Facedrive, Lyft, Grab เป็นต้น
Uber (UBER)
- บริษัทผู้ให้บริการ Ridesharing อันดับ 1 ของสหรัฐฯ โดยเป็นเจ้าของแอปฯ Uber ลูกค้าที่ต้องการเดินทาง สามารถเรียกใช้ผ่านแอปฯ และคนขับก็จะสามารถรับรู้ว่ามีคนเรียกรถ และเมื่อกดยอมรับก็สามารถขับไปรับผู้โดยสารได้เลย การเรียกรถ การชำระเงิน ทำได้ผ่านแอปฯ โดยที่ Uber ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์หรือรถยนต์เป็นของตนเอง จึงเรียกว่าเป็นโมเดล Ridesharing
- นอกจากนี้ ยังมี Uber Eats สำหรับสั่งอาหารผ่านแอปฯ หลังจากนั้นก็มีคนขับมาส่งอาหารทันใจ อีกหนึ่งธุรกิจก็คือ Uber Freight คือการให้บริการขนส่งสินค้าทางธุรกิจ
- รายได้หลักของ Uber มาจากการขนส่งผู้โดยสาร คิดเป็น 44% ของรายดรวมไตรมาส 3 ปี 2563 และเนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้รายได้ไตรมาสเดียวกันลดลงไปกว่า 52.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจะเห็นว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา รายได้จากการขนส่งผู้โดยสาร (Ride-hailing business) นั้น เป็นแหล่งรายได้หนึ่งเดียวที่สามารถสร้างกำไรก่อนการหักดอกเบี้ยและภาษีที่ 245 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึงแม้จะลดลงไปกว่า 61.2% เมื่อเทียบกับปี 2562
- รายได้รวมไตรมาส 3 ปี 2563 ลดลง 17.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนและมีผลขาดทุนในไตรมาสเดียวกันที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
Facedrive (FD)
- บริษัทสัญชาติแคนาดา โดยให้บริการคล้ายกับ Uber โดยแตกต่างกันที่ Facedrive จะให้บริการ Ridesharing ทั่วประเทศแคนนาดา นอกจากขนส่งผู้โดยสารแล้ว Facedrive ยังให้บริการขนส่งอาหาร, Carpooling ในการโดยสารแบบระยะไกล เพื่อสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร และการให้บริการให้เช่ารถยนต์ EV แบบ Subscription model อีกทั้งบริษัทมุ่งเน้นไปที่การช่วยสร้างสังคมสีเขียวที่จะช่วยลดมลพิษทางอากาศจากการขับขี่รถยนต์
Lyft (LYFT)
- Need a lift ที่มาของชื่อ LYFT ที่ทุกคนทราบกัน Lyft เป็นธุรกิจที่ให้บริการ Ridesharing ให้กับผู้โดยสารทั่วสหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบันถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 2 รองจาก Uber (UBER) ตอนนี้ Lyft สามารถให้บริการกระจายไปกว่า 350 เมืองในสหรัฐฯ
- ในปัจจุบัน Lyft ปรับเปลี่ยนธุรกิจที่เรียกว่า “Transportation-as-a-Service” เป็นการให้บริการโดยสารที่ปลอดภัยมากขึ้น ราคาเหมาะสมเข้าถึงได้ น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ และที่สำคัญคือมอบประสบการณ์ระหว่างการโดยสารไปพร้อม ๆ กันคนแปลกหน้า ทั้งทางรถยนต์ จักรยาน Scooter เป็นต้น
- Bloomberg กล่าวไว้ว่า รายได้ของ Lyft จะเก็บจากค่าโดยสาร ซึ่งคิดเป็น 25-50% ของค่าโดยสารรวม โดยส่วนที่เหลือจะแบ่งให้กับคบขับเป็นค่าเวลาที่เสียไป ค่าน้ำมัน และค่าซ่อมแซมรถยนต์โดยสาร เป็นต้น
หุ้นทุกตัวที่เรานำมาเจาะลึกข้อมูลกันในวันนี้ สามารถลงทุนได้ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยนักลงทุนสามารถลงทุนเป็นหุ้นรายตัว แต่หากอยากจะเลือกลงทุนในกอง ETF เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระจายความเสี่ยงก็สามารถลงทุนใน ETF “AWAY” ซึ่งเป็น ETF ที่เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม “Travel Technology” อาทิ Booking Holdings, Uber, Lyft และหุ้นกลุ่มที่เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและโดยสาร เช่น Trip.com, Expedia, Uber, Lyft เป็นต้น
ข้อมูลก่อนการลงทุนใน ETF “AWAY”
กราฟผลตอนแทนย้อนหลัง 6 เดือน ( 11 ส.ค. 63 – 11 ก.พ. 64)
Source: Bloomberg, ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 2564
โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนใน ETF AWAY ที่ถูกจัดอยู่ใน Global ETFs Model Portfolio ของทีม BLS Global Investing ได้เช่นกัน โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Global ETFs Model Portfolio จากผู้แนะนำการลงทุนของท่าน
สัปดาห์หน้าจะเป็นความรู้การลงทุนอะไร ติดตามกันนะคะ
📌 เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่ายๆ สไตล์ BLS Global Investing ได้ที่ https://bls.tips/openglobalinvesting
📌 ขยายวันโอนเงินไปต่างประเทศกับหลักทรัพย์บัวหลวง ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ทุกวันอังคาร และ วันพุธตลอดวัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bls.tips/globalinvesttransfer
Source: Bloomberg, Investopedia, Companies’ websites, ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 64
![[FINAL] AW sharing economy 11.2.64 (1) +](/getmedia/107a8a3e-92f7-4e20-9617-a17526c1199a/sharingeconomy_FINAL-AW-sharing-economy-11.2.64-1-.jpg.jpg)


