สร้างปันผลได้ แม้ตลาด Sideways ด้วย Covered Call ETF
สร้างปันผลได้ แม้ตลาด Sideways ด้วย Covered Call ETF

สร้างปันผลได้ แม้ตลาด Sideways ด้วย Covered Call ETF

สร้างปันผลได้ แม้ตลาด Sideways ด้วย Covered Call ETF

การถือหุ้นดีแต่ราคาไม่ไปไหน หรือติดดอยรอวันฟื้นตัวไปไหนก็ไม่ได้ นอกจากได้เงินปันผลปีละครั้งสองครั้ง วันนี้เราอยากจะพานักลงทุนไปรู้จักกลยุทธ์ที่นักลงทุนสาย Income ชอบที่สุด นั่นคือ "Covered Call" ที่จะช่วยให้พอร์ตคุณกลายเป็นสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอได้


Covered Call ETF คืออะไร

คือการที่ผู้ออกกองทุน ETF เข้าไปถือหุ้น ควบคู่ไปกับการขาย Call Option เพื่อรับค่าพรีเมียมเข้ามาเป็นรายได้ให้กับกองทุน ETF และจ่ายออกเป็นปันผลให้กับนักลงทุนในความถี่รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน


กลไกการทำงานของ Covered Call ETF

การผสมผสานระหว่างการ "ถือหุ้น" และการ "ขาย Call Option" ในจำนวนที่เท่ากัน โดยกองทุน ETF จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ "ค่าพรีเมียม" ทันทีตั้งแต่วันเปิดสถานะ Option โดยมีข้อผูกพันในการส่งมอบสินทรัพย์หากราคาตลาดปรับตัวสูงกว่าราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ที่ตกลงกันไว้ ณ วันหมดอายุสัญญา


BLS-Wealth-IdeaArticle-ปก-ks-2-1920x1080-(2).webp

Source: Investopedia


สถานการณ์ที่เป็นไปได้ ณ วันหมดอายุสัญญา

1. กรณีราคาสินทรัพย์สูงกว่าราคา Strike Price:

สัญญา Options จะถูกใช้สิทธิ (In-the-Money) ทำให้กองทุน ETF ต้องขายสิทธิที่ราคา Strike Price ตามข้อตกลง โดยจะได้กำไรที่จำกัด (Capped Upside) เท่ากับส่วนต่างราคา Strike Price กับราคาซื้อเข้า บวกกับค่าพรีเมี่ยมที่ได้รับ


2. กรณีราคาสินทรัพย์ต่ำกว่าราคา Strike Price:

สัญญา Options จะหมดอายุลงโดยไม่มีมูลค่า (Out-of-the-Money) กองทุน ETF จะได้รับกำไรจากค่าพรีเมียมเต็มจำนวน และยังคงถือครองหุ้นเพื่อสร้างรายได้ในรอบถัดไป


Picture4-(2).webp


3 จุดเด่นของ Covered Call ETF 

1. สร้างรายได้ในช่วงตลาดนิ่ง (Sideways): ในช่วงที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ซึ่งการถือหุ้นปกติอาจไม่สร้างกำไร แต่กลยุทธ์นี้จะเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นรายได้จากค่าพรีเมี่ยมช่วยให้พอร์ตยังมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

2. เป็นเกราะป้องกันขาลง (Downside Buffer): ค่าพรีเมี่ยมที่ได้รับจะช่วยลดทอนผลกระทบจากการขาดทุนในวันที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ทำให้พอร์ตโดยรวมมีความมั่นคงกว่าการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว

3. ตอบโจทย์สาย Passive Income (Passive Income): สร้างรายได้สม่ำเสมอในรูปแบบปันผลรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ไม่ต้องคอยหาจังหวะขายหุ้นเพื่อทำกำไรเอง


ตัวอย่าง Covered Call ETF 

  • JPMorgan Equity Premium Income ETF (JEPI) - กอง ETF สหรัฐฯ ที่สร้าง Monthly income จากการลงทุนหุ้นและ ELN บนดัชนี S&P 500
  • JPM Nasdaq Equity Premium Income ETF (JEPQ) - กอง ETF สหรัฐฯ ที่สร้าง Monthly income จากการลงทุนหุ้นและ ELN บนดัชนี NASDAQ100
  • Global X Hang Seng TECH Covered Call Active ETF (3417) - กอง ETF ฮ่องกงที่ สร้าง Monthly income จากการลงทุนหุ้น และขาย call options บนดัชนี Hang Seng TECH
  • Global X HSCEI Covered Call Active ETF (3416) - กอง ETF ฮ่องกง ที่สร้าง Monthly income จากการลงทุนหุ้นและขาย Call options บนดัชนี HSCEI

ข้อควรรู้: การลงทุนใน Covered Call ETF ต้องคำนึงเรื่อง “กำไรมีเพดาน”: จุดที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือ "การจำกัดกำไรขาขึ้น" หากราคาหุ้นพุ่งเกินราคาที่ตกลงขายสิทธิไว้ (Strike Price) ผู้ออกกองทุน ETF ก็ต้องยอมขายหุ้นออกไปที่ราคานั้นตามสัญญา ทำให้พลาดกำไรส่วนต่างก้อนใหญ่ไป เพื่อแลกกับ "ความชัวร์และรายได้ที่สม่ำเสมอ"


การลงทุนใน Covered Call ETF สหรัฐฯ กับ ฮ่องกง แตกต่างกันอย่างไร?

1. สินทรัพย์อ้างอิง
  • ฝั่งสหรัฐฯ: เน้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นคุณค่า เช่น Covered Call บน NASDAQ 100 (JEPI) หรือ S&P 500 (JEPQ,QYLD)
  • ฝั่งฮ่องกง: เน้นกลุ่มเทคฯ จีนและ Old Economy เช่น Covered Call บน Hang Seng TECH Index (3417) หรือ Hang Seng China Enterprises Index (3416)


2. สภาพคล่องของ Option
  • ฝั่งสหรัฐฯ: ตลาด Option ของสหรัฐฯ มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ทำให้ Bid-Ask Spread แคบมาก กองทุนสามารถใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนได้ลื่นไหล เช่น การทำ Daily Covered Call (0DTE) เพื่อรีด Yield รายวัน
  • ฝั่งฮ่องกง: แม้จะมีสภาพคล่องสูงในระดับภูมิภาคเอเชีย แต่ยังเป็นรองสหรัฐฯ มาก กองทุน Covered Call ในฮ่องกงส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีขาย Option เป็นรายเดือน (Monthly) และมีตัวเลือกของ Strike Price ที่น้อยกว่า

3. ภาษีเงินปันผล
  • ฝั่งสหรัฐฯ: นักลงทุนที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สูงถึง 15% - 30% จากเงินปันผลที่ได้รับ ทำให้ผลตอบแทนสุทธิลดลง
  • ฝั่งฮ่องกง: นักลงทุนจะไม่ถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำให้นักลงทุนรับเงินปันผลไปแบบ "เต็มเม็ดเต็มหน่วย" 


ทำไมผู้ออก Covered Call ETF บางรายถึงเลือกใช้ ELN แทนการใช้ Option?


ข้อดี ELN
  • จัดการง่าย ต้นทุนต่ำ: ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเทรด Option รายตัวให้ยุ่งยาก
  • ได้เปรียบทางภาษี: ในบางกรณีผลตอบแทนถูกจัดประเภทเป็นกำไรจากการลงทุน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการบริหารภาษีภายในกองทุน 


ข้อดี Option
  • โปร่งใสและตรวจสอบได้: ราคา Option ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดแบบ Real-time
  • สภาพคล่องสูง: สามารถปิดสถานะหรือปรับกลยุทธ์ (Roll over) ได้ทันทีตามสภาวะตลาด


เลือกความถี่ในการรับปันผล

ปัจจุบันมีการออกแบบกองทุน Covered Call ETF ให้มีความถี่ในการจ่ายปันผลที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนในระยะเวลาที่แตกต่างกันดังนี้

1. รายเดือน – เป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุด เหมาะสำหรับการนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเดือน หรือ Reinvestตัวอย่างเช่น JPMorgan Equity Premium Income ETF (JEPI) และ JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF (JEPQ) เป็นต้น

2. รายสัปดาห์ – เหมือนเป็นรายได้ต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนบริหารจัดการเงินได้คล่องตัวกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น SoFi Weekly Income ETF (TGIF) และ SoFi Weekly Dividend ETF (WKLY) เป็นต้น

3. รายวัน – กองทุนบางที่ใช้กลยุทธ์ "Daily Call Options" คือการขายสิทธิซื้อแบบวันต่อวัน เพื่อรับค่าพรีเมี่ยมให้ได้สูงสุด ตัวอย่างเช่น Roundhill N-100 0DTE Covered Call Strategy ETF (QDTE) และ YieldMax NVDA Option Income Strategy ETF (NVDY) เป็นต้น


อยากเริ่มต้นลงทุน Covered Call ETF ผ่านแอปฯ ลงทุนต่างประเทศ Global Trade Master อ่านวิธีเปิดบัญชีง่ายๆ 

เปดบญชกองทน.webp


เปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ อนุมัติไว ง่าย ๆ ผ่านแอป Wealth Connex


Footer_4.png Footer2_3.png

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง