Tips
หนึ่งในเมกะเทรนด์ใหญ่ที่นานาประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญคือ “สิ่งแวดล้อม” ส่งผลให้การลงทุนในพลังงานทางเลือกและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง และเทรนด์ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแบบชัดเจนในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้คือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) โดยครอบคลุมไปถึงบริษัทผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ สถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่จะสนับสนุน ซึ่งนี่เป็นตลาดที่ใหญ่และยังมีโอกาสพัฒนาอีกมากรอให้เรามาลงทุน
ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีเพียงแต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าฮอตฮิตขึ้นมาจริงๆตามคาด ธุรกิจเหล่านี้ก็จะได้รับอานิสงค์เติบโตตามไปด้วย ได้แก่
1. Entire Vehicle & EV Component Manufacturers คือยานพาหนะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปในการขับเคลื่อน
2. Batteries & Hydrogen Fuel Cells การนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์พลังงานใหม่อื่นๆ มาใช้ เพิ่มความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นอย่างมาก
3. Vehicle Connectivity & Autonomous Capability การเชื่อมต่อของยานยนต์มีลักษณะส้าคัญสามประการ : เซ็นเซอร์ การเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเครือข่ายของยานยนต์ และความสามารถในการค้านวณข้อมูลที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
4. Charging การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้จำเป็นต้องมีสถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนอย่างดี แข็งแกร่ง แพร่หลาย และมีประสิทธิภาพ
5. Raw Materials การนำรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานใหม่มาใช้อาจเพิ่มความต้องการสายแร่มาใช้ในการผลิต เช่น ลิเธียมเป็นต้น
1. ข้อกฎหมายและหลักเศรษฐศาสตร์ช่วยผลักดันให้ระบบขนส่งหันมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
2. รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่ขายในปี 2030 (2.5% ในปี 2019)
3. มูลค่าตลาด EV ทั้งหมดจะสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR:30%)
4. มหานครขนาดใหญ่ทั่วโลก จะสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งโดยใช้ยานพาหนะไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
5. รายได้จากระบบเชื่อมต่อต่างๆ และการใช้ยานพาหนะร่วมกัน อาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
ปัจจุบันกองทุนในไทยที่มีการลงทุนในพลังงานสะอาดเรียกได้ว่ามีแทบทุกบลจ. แต่กองทุนที่เจาะจงลงทุนในธุรกิจธีมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีค่อนข้างน้อย วันนี้ BLS Mutual Funds จะพามาทำความรู้จักแต่ละกองว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง
1. กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ฟิวเจอริสติก พาวเวอร์ ซัพพลาย แอนด์ โมบิลิตี้ (ASP-POWER)
นโยบายการลงทุนของกองทุน ASP-POWER ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นธีม EV Car ซะทีเดียว โดยกองทุนจะเน้นไปทางพลังงานทดแทน /หรือพลังงานสะอาด (Clean energy) เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ลม คลื่น เป็นต้น รวมถึงแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) และปลายน้ำ (Downstream) ซึ่งบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และบริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
กองทุนหลักที่ลงทุนในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65)
ซึ่งจุดเด่นของกองทุน ASP-POWER จะอยู่ที่สัดส่วนการลงทุนในจีนที่ค่อนข้างเยอะกว่ากองทุน EV Car กองอื่นๆ ซึ่งจีนถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ หลายบริษัทในจีนตั้งธงจะเป็นผู้นำรถไฟฟ้า รวมถึงรัฐบาลจีนยังให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และกองทุน ASP-POWER ไม่ได้ลงทุนเฉพาะธีม EV Car เท่านั้น แต่อีกประมาณครึ่งพอร์ตก็ลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดด้วย จึงค่อนข้างกระจายความเสี่ยง
2. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UEV)
นโยบายการลงทุนของกองทุน U-EV ค่อนข้างเจาะจงในธีม EV Car และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยกองทุนมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมผ่านกองทุน Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) เพิ่มเติมขึ้นมา
กองทุนหลักที่ลงทุนในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65)
จุดเด่นของกองทุน UEV คือผลการดำเนินงานย้อนหลังของกอง RobecoSAM Smart Mobility Equities ที่ไปลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มี Track Record ที่ยาวนาน และนอกจากที่จะเน้นลงทุนในกลุ่ม EV Car และธุรกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง
3. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (SCBEV(A))
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว(Feeder Fund) ได้แก่กองทุน Krane Shares Electric Vehicles Future Mobility ETF (KARS) ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ได้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของดัชนี Bloomberg Electric Vehicles Index Index

จุดเด่นของกองทุน SCBEV(A) คือผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก มี Track Record ที่ดี มี Max Drawdown ต่ำ ความผันผวนเมื่อเทียบกับ EV ETF อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน และมี Sharpe Ratio ในระดับที่น่าสนใจ แต่ด้วยความที่เป็น Feeder Fund การจะปรับเปลี่ยนกองทุนหลักจะเป็นไปค่อนข้างยาก หากมีเหตุการณ์เข้ามากระทบอาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ช้า

จากรูปจะเห็นว่ากองทุนทั้ง 3 กองมีผลการดำเนินที่ล้อไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากเป็นธีมเดียวกัน ซึ่งหากพิจารณาไส้ในกองดีๆ แล้วบางทีกองหลักก็เป็นกองเดียว แต่อาจจะผสมกองเสริมมาแตกต่างกัน โดย ASP-POWR และ UEV ที่เปิดดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2021 มี Track Record ที่ยาวหน่อย จะเห็นว่า ASP-POWER มีความผันผวนมากกว่ากองทุน UEV แต่เมื่อเทียบกับกองทุน SCBEV(A) แล้ว กองทุน SCBEV(A) กลับให้ความผันผวนมากกว่า เนื่องจาก Feed ไปลงทุนในกองทุนเดียวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นหากจะเทียบความผันผวนแล้วจะได้ว่า SCBEV(A) > ASP-POWER > UEV ซึ่งในสถานการณ์ที่ตลาดยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายๆด้าน BLS Mutual Funds จึงแนะนำว่าหากต้องการเลือกลงทุนในธีม EV Car กองเดียวเท่านั้น จะเลือกเป็น “กองทุน UEV” จากการบริหารความเสี่ยงได้ค่อนข้างดี และกองทุนหลักที่ผลการดำเนินงานดี มี Track Record ยาวนาน อย่างไรก็ตามการลงทุนในลักษณะ Thematic Fund ซึ่งมีความผันผวนสูง เราจึงแนะนำให้ลงทุนไม่เกิน 10% ของมูลค่าพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
นักลงทุนที่มีบัญชีกองทุนกับหลักทรัพย์บัวหลวงแล้ว สามารถซื้อกองทุนผ่านแอป Streaming Fund+ ได้ตามขั้นตอนดังนี้

📌 เพียงมีบัญชีกองทุนรวมกับหลักทรัพย์บัวหลวง คุณก็จะไม่พลาดสาระความรู้ อัปเดตสถานการณ์ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สนใจเปิดบัญชีกองทุนรวมกับหลักทรัพย์บัวหลวง คลิก
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BLS Customer Service โทร 0-2618-1111
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธีมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car)
ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีเพียงแต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าฮอตฮิตขึ้นมาจริงๆตามคาด ธุรกิจเหล่านี้ก็จะได้รับอานิสงค์เติบโตตามไปด้วย ได้แก่1. Entire Vehicle & EV Component Manufacturers คือยานพาหนะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปในการขับเคลื่อน
2. Batteries & Hydrogen Fuel Cells การนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์พลังงานใหม่อื่นๆ มาใช้ เพิ่มความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นอย่างมาก
3. Vehicle Connectivity & Autonomous Capability การเชื่อมต่อของยานยนต์มีลักษณะส้าคัญสามประการ : เซ็นเซอร์ การเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเครือข่ายของยานยนต์ และความสามารถในการค้านวณข้อมูลที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
4. Charging การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้จำเป็นต้องมีสถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนอย่างดี แข็งแกร่ง แพร่หลาย และมีประสิทธิภาพ
5. Raw Materials การนำรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานใหม่มาใช้อาจเพิ่มความต้องการสายแร่มาใช้ในการผลิต เช่น ลิเธียมเป็นต้น
ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลิเทียมครบวงจร
1. ข้อกฎหมายและหลักเศรษฐศาสตร์ช่วยผลักดันให้ระบบขนส่งหันมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น2. รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่ขายในปี 2030 (2.5% ในปี 2019)
3. มูลค่าตลาด EV ทั้งหมดจะสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR:30%)
4. มหานครขนาดใหญ่ทั่วโลก จะสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งโดยใช้ยานพาหนะไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
5. รายได้จากระบบเชื่อมต่อต่างๆ และการใช้ยานพาหนะร่วมกัน อาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

กองทุนไหนบ้างที่ลงทุนธีมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car)
ปัจจุบันกองทุนในไทยที่มีการลงทุนในพลังงานสะอาดเรียกได้ว่ามีแทบทุกบลจ. แต่กองทุนที่เจาะจงลงทุนในธุรกิจธีมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีค่อนข้างน้อย วันนี้ BLS Mutual Funds จะพามาทำความรู้จักแต่ละกองว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง1. กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ฟิวเจอริสติก พาวเวอร์ ซัพพลาย แอนด์ โมบิลิตี้ (ASP-POWER)
นโยบายการลงทุนของกองทุน ASP-POWER ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นธีม EV Car ซะทีเดียว โดยกองทุนจะเน้นไปทางพลังงานทดแทน /หรือพลังงานสะอาด (Clean energy) เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ลม คลื่น เป็นต้น รวมถึงแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) และปลายน้ำ (Downstream) ซึ่งบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และบริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
กองทุนหลักที่ลงทุนในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65)
- BNP Paribas Energy Transition Fund (share class I Capitalisation) : ลงทุนในบริษัทผู้ผลิตพลังงานสะอาด และบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบพลังงาน
- Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) : ลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่และส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงลิเทียม
- KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF (KARS) : ลงทุนในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car) และชิ้นส่วนรถยนต์รวมถึง เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมขับเคลื่อนยานยนต์แห่งอนาคต
- Global X China Clean Energy ETF (2809 HK) : ลงทุนในบริษัทจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานสะอาด

ซึ่งจุดเด่นของกองทุน ASP-POWER จะอยู่ที่สัดส่วนการลงทุนในจีนที่ค่อนข้างเยอะกว่ากองทุน EV Car กองอื่นๆ ซึ่งจีนถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ หลายบริษัทในจีนตั้งธงจะเป็นผู้นำรถไฟฟ้า รวมถึงรัฐบาลจีนยังให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และกองทุน ASP-POWER ไม่ได้ลงทุนเฉพาะธีม EV Car เท่านั้น แต่อีกประมาณครึ่งพอร์ตก็ลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดด้วย จึงค่อนข้างกระจายความเสี่ยง
2. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UEV)
นโยบายการลงทุนของกองทุน U-EV ค่อนข้างเจาะจงในธีม EV Car และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยกองทุนมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมผ่านกองทุน Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) เพิ่มเติมขึ้นมา
กองทุนหลักที่ลงทุนในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 65)
- RobecoSAM Smart Mobility Equities I USD : ลงทุนในบริษัทต่างๆทั่วโลกที่ดำเนินการหรือได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบขนส่งในอนาคต เช่น ยานพาหนะไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีดิจิตอลที่ใช้ในการขนส่ง เช่น การขับขี่อัตโนมัติ
- Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) : ลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่และส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงลิเทียม

จุดเด่นของกองทุน UEV คือผลการดำเนินงานย้อนหลังของกอง RobecoSAM Smart Mobility Equities ที่ไปลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มี Track Record ที่ยาวนาน และนอกจากที่จะเน้นลงทุนในกลุ่ม EV Car และธุรกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง
3. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (SCBEV(A))
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว(Feeder Fund) ได้แก่กองทุน Krane Shares Electric Vehicles Future Mobility ETF (KARS) ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ได้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของดัชนี Bloomberg Electric Vehicles Index Index

จุดเด่นของกองทุน SCBEV(A) คือผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก มี Track Record ที่ดี มี Max Drawdown ต่ำ ความผันผวนเมื่อเทียบกับ EV ETF อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน และมี Sharpe Ratio ในระดับที่น่าสนใจ แต่ด้วยความที่เป็น Feeder Fund การจะปรับเปลี่ยนกองทุนหลักจะเป็นไปค่อนข้างยาก หากมีเหตุการณ์เข้ามากระทบอาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ช้า
เปรียบเทียบกองทุนไทยธีม EV Car

จากรูปจะเห็นว่ากองทุนทั้ง 3 กองมีผลการดำเนินที่ล้อไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากเป็นธีมเดียวกัน ซึ่งหากพิจารณาไส้ในกองดีๆ แล้วบางทีกองหลักก็เป็นกองเดียว แต่อาจจะผสมกองเสริมมาแตกต่างกัน โดย ASP-POWR และ UEV ที่เปิดดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2021 มี Track Record ที่ยาวหน่อย จะเห็นว่า ASP-POWER มีความผันผวนมากกว่ากองทุน UEV แต่เมื่อเทียบกับกองทุน SCBEV(A) แล้ว กองทุน SCBEV(A) กลับให้ความผันผวนมากกว่า เนื่องจาก Feed ไปลงทุนในกองทุนเดียวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นหากจะเทียบความผันผวนแล้วจะได้ว่า SCBEV(A) > ASP-POWER > UEV ซึ่งในสถานการณ์ที่ตลาดยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายๆด้าน BLS Mutual Funds จึงแนะนำว่าหากต้องการเลือกลงทุนในธีม EV Car กองเดียวเท่านั้น จะเลือกเป็น “กองทุน UEV” จากการบริหารความเสี่ยงได้ค่อนข้างดี และกองทุนหลักที่ผลการดำเนินงานดี มี Track Record ยาวนาน อย่างไรก็ตามการลงทุนในลักษณะ Thematic Fund ซึ่งมีความผันผวนสูง เราจึงแนะนำให้ลงทุนไม่เกิน 10% ของมูลค่าพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
ซื้อกองทุนได้สะดวก ครบ จาก 17 บลจ. ชั้นนำ ผ่าน Streaming Fund+
นักลงทุนที่มีบัญชีกองทุนกับหลักทรัพย์บัวหลวงแล้ว สามารถซื้อกองทุนผ่านแอป Streaming Fund+ ได้ตามขั้นตอนดังนี้
📌 เพียงมีบัญชีกองทุนรวมกับหลักทรัพย์บัวหลวง คุณก็จะไม่พลาดสาระความรู้ อัปเดตสถานการณ์ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สนใจเปิดบัญชีกองทุนรวมกับหลักทรัพย์บัวหลวง คลิก
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BLS Customer Service โทร 0-2618-1111
Mutual Fund
Tips
Tips
Investing
Equity
Tips