ก่อนจะกดซื้อ DW นักเทรดควรถามตัวเองก่อนว่า “ตอนนี้เทรนด์ใหญ่เป็นฝั่งไหน?” เพราะแม้จะมองทางถูก แต่หากเลือกจังหวะผิดก็อาจโดนค่าเสื่อมเวลากัดกินกำไรหมด บทความนี้จะช่วยวางแนวทางเลือก Call หรือ Put DW ให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดและสไตล์การเทรดของคุณ
DW Call และ Put คืออะไร?
DW เป็นเครื่องมือของสายเก็งกำไรระยะสั้นที่ชอบอัตราทด DW มีหลักทรัพย์อ้างอิงหรือเรียกว่าหุ้นแม่ และมี 2 ประเภท คือ Call และ Put โดยสังเกตได้จากชื่อ เช่น SET01C2601A จะเห็นตัวอักษร C ที่กลางชื่อแสดงถึง Call หรือ SET01P2602A ก็จะเป็น Put ที่อ้างอิง SET Index นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 ประเภทใช้งานยังไงให้ถูกจังหวะ
Call DW
ราคาของ DW ฝั่ง Call จะปรับตัวขึ้น เมื่อหุ้นหรือดัชนีอ้างอิงปรับตัว “ขึ้น” เช่น หุ้นอ้างอิงขึ้น +1% Call DW ที่มีอัตราทด (Gearing) 5 เท่า อาจขยับขึ้นได้ +5% เลยทีเดียว

Put DW
ราคาของ DW ฝั่ง Put จะปรับตัวขึ้น เมื่อหุ้นหรือดัชนีอ้างอิงปรับตัว “ลง” เช่น หุ้นอ้างอิงลง -1% แต่ Put DW ที่มี Gearing 5 เท่า อาจบวกได้ +5%

สรุป คือ Call DW ใช้เก็งกำไรเมื่อนักลงทุนมองว่าหุ้นหรือดัชนีอ้างอิงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ขณะที่ Put DW ใช้เก็งกำไรเมื่อคาดการณ์ว่าหุ้นหรือดัชนีอ้างอิงมีแนวโน้มจะปรับตัวลง ภาษาง่ายๆ คือ มองขึ้นซื้อ Call มองลง ซื้อ Put
หลักการเลือกจังหวะที่เหมาะสม

ที่มา: TradingView
เทรนด์ใหญ่กำหนดทิศ
- การเลือก Call/Put ต้องเริ่มจากการดูภาพใหญ่ของตลาดหรือหุ้นอ้างอิง นักลงทุนนิยมใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค เครื่องมือพื้นฐานก็สามารถบอกแนวโน้มได้ เช่น ถ้าดัชนีหรือหุ้น ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยหลัก (EMA 25 วัน, EMA 75 วัน) และ RSI อยู่เหนือ 50 ถือว่าแนวโน้มขาขึ้นยังแข็งแรง เน้นหาจังหวะเก็งกำไรฝั่ง Call DW
- ถ้าหุ้นหรือดัชนี หลุดเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ และ RSI ต่ำกว่า 50 แนวโน้มเริ่มอ่อนแรง เน้นเก็งกำไรฝั่ง Put DW
นักลงทุนจำนวนมากพลาดเพราะเลือกสวนเทรนด์ใหญ่ เช่น ตลาดหรือหุ้นอ้างอิงยังเป็นขาลง แต่ไปเลือก Call DW ผลคือเจอทั้งราคาหุ้นลงและค่าเสื่อมเวลา
ใช้แนวรับ–แนวต้านเป็นตัวช่วย
- Call DW: พิจารณาเข้าตรงโซนที่หุ้น/ดัชนี “ทดสอบแนวรับ” และมีสัญญาณฟื้นตัวจากสัญญาณทางเทคนิค เช่น เกิดแท่งเทียน Reversal Morning Star, Bullish Engulfing, Hammer และพิจารณาปริมาณการซื้อขายประกอบ
- Put DW: พิจารณาตรงโซนที่หุ้น/ดัชนี “ขึ้นไปชนแนวต้าน” แล้วไม่ผ่าน หรือเกิดแท่งเทียน Reversal เช่น Shooting Star, Bearish Engulfing พร้อมปริมาณพร้อมสังเกตปริมาณการซื้อขายเช่นกัน
มองจังหวะหรือแผนเทรด สั้น–กลาง ตามสไตล์
สายซิ่ง เทรดสั้น เน้น ซีรีส์ A
- จุดเด่น: Gearing สูง
- ข้อควรระวัง: ค่าเสื่อมเวลาสูง ต้องแม่นจังหวะและ Cut Loss เร็ว
- เหมาะกับการเข้า–ออกในวันเดียวหรือไม่เกิน 2–3 วัน
สายเกาะเทรนด์ ถือยาวหน่อย เน้นหุ้นรายตัวเลือก ซีรีส์ T หรือเน้นดัชนี SET เลือก ซีรีส์ L
- จุดเด่น: ค่าเสื่อมเวลาต่ำ ถือข้ามวันได้
- ข้อควรระวัง: กำไรอาจไม่หวือหวาเท่าสายซิ่ง แต่ความผันผวนน้อยกว่าซีรีส์ A อัตราทดไม่แรงมาก
- เหมาะกับการเล่นตามเทรนด์หลักที่ชัด เช่น SET กลับเป็นขาขึ้นแล้วถือ Call DW ซีรีส์ L เกาะแนวโน้มไป
ข้อควรระวัง
- อย่าเลือกฝืนเทรนด์: ตลาดเป็นขาลงยาว แต่ไปถือ Call DW = เสียเปรียบทั้งทิศทางและค่าเสื่อมเวลา
- อย่าลืมให้ความสำคัญกับค่าเสื่อมเวลา: แม้มองทางถูก แต่ถ้าเลือก DW ที่อัตราทดสูงเกินไป ค่าเสื่อมเวลาก็จะสูงเป็นเงาตามตัว
- บริหารเงินลงทุน (Risk Management): กำหนด Cut Loss และ Take Profit ชัดเจน ไม่ควรใช้เงินทั้งพอร์ตกับ DW
สรุป
การเลือก Call หรือ Put DW ไม่ใช่เรื่องการมองแนวโน้มหลักทรัพย์อ้างอิงถูกหรือผิดเพียงอย่างเดียว แต่คือการ “หาจังหวะที่เหมาะสม” โดยอาศัยการวิเคราะห์เทรนด์ใหญ่ แนวรับ–แนวต้าน และการเลือกซีรีส์ให้ตรงสไตล์การเทรด การเข้าใจ 3 ปัจจัยนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรและลดความเสี่ยงจากการเทรด DW ได้อย่างมาก และที่สำคัญก่อนทำการซื้อขาย DW ต้องเข้าดูตารางราคาที่ www.blswarrant.com ก่อนเสมอ
คำเตือน
ก่อนการซื้อขาย DW นักลงทุนควรวางแผนบนตารางราคาทุกครั้ง และต้องมีจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาเคลื่อนไหวต่างไปจากที่คาดการณ์ นักลงทุนทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ซึ่งบริษัทไม่รับรองผลกำไร/ผลขาดทุนจากการลงทุนของท่าน

