ถ้าใครที่ติดตามบทความตอนก่อน ๆ คุณก็จะพอรู้แล้วว่าการจะดูหุ้นถูกแพงต้องดูยังไง ทีนี้ผมจะมาพูดถึงการดูประสิทธิภาพของหุ้นต่อ ว่านอกเหนือจากความถูกแพงแล้ว ประสิทธิภาพของบริษัทมันต้องดูกันตรงไหน
“ROA และ ROE อัตราส่วนที่จะบอกประสิทธิภาพของหุ้น"
ROA (Return on Asset) อัตราส่วนที่จะช่วยวัดความสามารถในการทำกำไรว่าสร้างผลกำไรได้กี่เปอร์เซ็นต์จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ฯลฯ ซึ่งวิธีการคำนวณก็ทำได้โดยเอากำไรสุทธิของบริษัท หารด้วยสินทรัพย์รวม ต่างจาก ROE (Return on Equity) ที่ตัวหารจะเป็นส่วนของทุน หรือส่วนของเจ้าของ เพื่อที่จะหาผลตอบแทนต่อส่วนทุนที่บริษัทได้ลงทุนไป ซึ่งทั้ง 2 อัตราส่วนจะวัดค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ ลองมาดูตัวอย่างครับ
"ถ้ากำไรสุทธิของบริษัทเท่ากับ 10 บาท จากสินทรัพย์รวมของบริษัทที่ 100 บาท และปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินรวมอยู่ 50 บาท
บริษัทนี้จะมี ROA เท่ากับ 10% (10/100) และ ROE เท่ากับ 20% (10/50)"
จากตัวอย่างที่ผมบอกไป ROA 10% กับ ROE 20% ถือว่าเยอะไหม ? ดีไหม ? ... คำตอบคือ "ตอบไม่ได้" เพราะมันไม่มีค่าตายตัวที่กำหนดว่าเท่าไหร่ดี เพราะด้วยการที่แต่ละบริษัทมันมีความแตกต่างกันด้วยรูปแบบธุรกิจ ต่างกันด้วยรูปแบบอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นด้วยธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราไม่สามารถบอกได้ว่าบริษัทที่ดีควรมี ROA & ROE เท่าไหร่ .... แต่ถ้าคุณอยากจะวิเคราะห์เจาะลึก ให้ทายครับว่าต้องทำไง ??? ถูกต้องครับ!
"คุณต้องเปรียบเทียบ ROA & ROE ของบริษัทที่คุณสนใจ กับบริษัทคู่แข่ง บริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกัน"
ถ้าผมเจอบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน มีความเสี่ยงทางธุรกิจคล้ายๆ กัน ขายของได้กำไรพอๆ กัน ... แน่นอนผมก็ต้องเลือกบริษัทที่มี ROA & ROE สูงกว่า หรือถ้าบางบริษัทอาจจะมี ROA & ROE เติบโต อย่างเช่นบางบริษัท มี ROA & ROE 4-5 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีถัดมากลายเป็น 7% ถัดมาเป็น 10% เป็น 13 ... 14 ... 15% ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะตัวบริษัทมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่บริษัทที่ผมชอบสุดๆ คือบริษัทที่มี ROA & ROE สูงกว่าคู่แข่ง และไม่ได้สูงแค่เดี๋ยวเดียว แต่สูงกว่าต่อเนื่องหลายปี แบบนี้ล่ะช้อบบบ ชอบ!!! เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทนี้มีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างต่อเนื่องครับ ส่วนจะได้เปรียบอย่างยั่งยืนหรือเปล่า คงต้องดูข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนว่าจะกล่าวถึงในตอนต่อๆ ไปครับ
ข้อสังเกตสำคัญ
"ROE ที่สูงเกินไป อาจเพราะบริษัทมีหนี้มากขึ้น"
จากตัวอย่าง บริษัท A และ B เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน มีศักยภาพในการทำกำไรเท่ากัน สินทรัพย์ที่มีก็เท่ากัน ทำให้ ROA ของทั้ง 2 บริษัทมีค่าเท่ากัน ... แต่พอมาดู ROE คุณจะเห็นว่าบริษัท B มี ROE สูงกว่า คือ 20% ซึ่งถึงตรงนี้บางคนอาจจะตัดสินไปเลยว่าบริษัท B ดีกว่า
"แต่ถ้าดูให้ดีคุณจะเห็นว่าที่บริษัท B มี ROE สูงกว่านั้นมันเกิดจากการที่สิทรัพย์ทั้งหมดมันมาจากการก่อหนี้ครึ่งหนึ่ง"
คือสินทรัพย์ของบริษัท B 100 บาทมันเป็นหนี้อยู่ 50 บาท นั่นทำให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ของบริษัท B จึงมีค่ามากกว่า และสะท้อนความเสี่ยงด้านหนี้สินที่มากกว่านั่นเองครับ
สรุป
ROA และ ROE ถือเป็นอัตราส่วนหนึ่งซึ่งใช้วัดประสิทธิภาพของบริษัทที่เราสนใจได้ดี เพราะมันช่วยบอกว่าบริษัทนั้นๆ สร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ และเงินลงทุนที่มีทั้งหมดได้ดีแค่ไหน และหากจะวัดกันที่ ROA & ROE แล้วนั้น คุณควรจะเลือกหุ้นของบริษัทที่มี ROA & ROE สูงกว่าคู่แข่ง และสูงต่อเนื่องหลายปี เพราะนั่นมันเป็นการบอกกับเรากลายๆ ว่า บริษัทนี้กำลังมีความได้เปรียบคู่แข่งในการทำธุรกิจอยู่ ซึ่งสิ่งนี่เป็นเครื่องหมายของหุ้นที่อาจสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ครับ
พิเศษสำหรับเหล่า The Stock Master 2016 สามารถเรียนกันแบบเต็มๆ 10 เคล็ดลับพื้นฐานและเทคนิค คลิกที่นี่
ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™

