Auto
By BLS Private Fund
โดยทั่วไปตลาดหุ้นในแต่ละประเทศ มักจะมีดัชนีหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในดัชนีนั้นๆ เช่น SET Index หรือที่เรียกกันว่าดัชนีหุ้นไทย เป็นตัวเลขภาพรวมที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมด ถ้าหุ้นไทยส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น SET Index ก็จะมีตัวเลขที่สูงขึ้น ในทางกลับกันถ้าหุ้นไทยส่วนใหญ่ปรับตัวลง SET Index ก็จะมีตัวเลขที่ลดลง ดังนั้น ดัชนี หรือ Index เสมือนเป็นตัวชี้วัดให้นักลงทุนมองเห็นภาพว่าตลาดหุ้นไทยในวันนั้น ๆ หรือช่วงนั้น ๆ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
สำหรับประเทศไทย ดัชนีที่เราคุ้นเคยก็จะมี SET50 Index ที่อ้างอิงหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกที่มีสภาพคล่อง และ SET100 Index ที่อ้างอิงหุ้นขนาดใหญ่ 100 ตัวแรกที่มีสภาพคล่อง เป็นต้น
สำหรับตลาดหุ้นประเทศเวียดนาม มีดัชนี VN Index เป็นดัชนีหุ้นทั้งหมดในตลาดโฮจิมินห์ และดัชนี VN30 Index เป็นดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรกในตลาดโฮจิมินห์ เป็นต้น
แล้วดัชนีขึ้นลงมีสาเหตุมาจากอะไร
อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าดัชนีเป็นผลรวมจากการเคลื่อนไหวของหุ้นทุกตัวที่ดัชนีนั้น ๆ อ้างอิง ก็ต้องท้าวความไปที่อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงล่ะ ตอบแบบสั้น ๆกระชับก็คือ Demand กับ Supply ถ้ามีแรงซื้อมากกว่าแรงขายก็ทำให้หุ้นขึ้น ถ้ามีแรงขายมากกว่าแรงซื้อก็ทำให้หุ้นลงแต่คำตอบแบบนี้ก็ยังเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ต้องมาดูกันต่อว่า แล้วกลุ่มคนที่มีเงินมหาศาล ที่สามารถมีแรงซื้อและแรงขายที่ส่งผลต่อราคาแต่ละสินทรัพย์ได้นั้น เค้าตัดสินใจลงทุนหรือไม่ลงทุนในแต่ละสินทรัพย์จากเหตุผลอะไร
ประโยคที่มักจะได้ยินกับบ่อยๆ ก็คือ เม็ดเงินมักจะไหลไปในที่ที่น่าจะให้ผลตอบแทนหรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีกว่า ดังนั้นก็น่าจะพอขยายความได้ว่า แต่ละสินทรัพย์นั้นมีความถูกแพงไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยร้อยแปดพันเก้า ดังนั้นก็ต้องคอยหาข้อมูลและประเมินดูว่าสินทรัพย์ไหนราคาถูกแล้วเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุน
แล้วถ้าพูดถึงตลาดหุ้น เราจะประเมินความถูกแพงของแต่ละดัชนีอย่างไร
วิธีที่เป็นที่นิยมก็คือการใช้อัตราส่วน อย่าง P/E Ratio หรือ P/BV Ratio ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ทั้ง2อัตราส่วนนี้มาประเมินความถูกแพงในเบื้องต้นกันก่อน เสมือนกับการดูประวัติศาสตร์ในอดีต ก่อนที่จะประเมินมูลค่าที่เหมาะสมในอนาคตP/E Ratio (Price to Earning Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้น และค่ากำไรต่อหุ้น Earnings Per Share (EPS)
ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคาปัจจุบันกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ในฐานะนักลงทุนเราจะยอมจ่ายเงินซื้อบริษัทนั้นๆ ที่ราคาเท่าไร ถ้าเราทราบกำไรต่อปีที่บริษัทนั้นทำได้ เช่น บริษัท A มีกำไรต่อหุ้น 10 บาท บางคนอาจจะยอมจ่ายที่ 80 บาทต่อหุ้น (P/E 8 เท่า เพราะมองว่า 8 ปีก็ได้ทุนคืนแล้ว) หรือบางคนอาจจะยอมจ่ายที่ 50 บาทต่อหุ้น (ได้ P/E เท่าไหร่ลองคำนวณกันดูนะครับ) ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละคน ซึ่งจะเห็นได้ว่า P/E ต่ำ ก็แปลว่าหุ้นตัวนี้ถูก
P/BV Ratio (Price to Book Value Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้น และ มูลค่าทางบัญชี Book Value
เป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคาปัจจุบันกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท ถ้า P/BV ต่ำก็แปลว่าหุ้นตัวนี้ถูกเช่นกัน
ทั้งนี้การใช้ P/E และ P/BV ต้องคำนึงถึงความสามารถในการทำกำไรในอนาคตหรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัทในอนาคตด้วย เพราะบริษัทอาจจะขาดทุนหรือมีกำไรลดลงได้
ซึ่งถ้าพูดถึงดัชนี เราก็สามารถดู P/E และ P/BV ของดัชนีได้เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นการรวมข้อมูลของหุ้นทุกตัวในดัชนีเอาไว้แล้ว
มาลองดูตัวอย่างความถูกแพงแต่ละดัชนีกันครับ
วันนี้จะยกตัวอย่างดัชนีในต่างประเทศ ที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่ายๆ ผ่าน DR ที่สามารถซื้อขายบนกระดานหุ้นไทยได้นะครับประเทศเวียดนาม
เริ่มที่ VN30 Index เป็นดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรกในตลาดโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม (สามารถลงทุนผ่าน DR: E1VFVN3001 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://bls.tips/VN-30_Factsheet)

ในกราฟประกอบไปด้วยราคาปิดของดัชนีและกรอบ P/E ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่นเส้นสีส้ม คือเส้น P/E 9 เท่า ซึ่งจะเห็นได้ว่า เส้น P/E 9 เท่า ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่จะมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามกำไรต่อหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ
จากกราฟ เส้น P/E 9 เท่าดูจะเป็นเส้นที่มีมีนัยยะสำคัญ เพราะเมื่อดัชนีปรับตัวลงมาถึงระดับ P/E 9 เท่า มักจะมีแรงซื้อกลับ ทั้งช่วงโควิด-19 ในปี 2020 และช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา ดังนั้นก็พอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่าสำหรับดัชนี VN30 P/E 9 เท่า นับเป็นระดับราคาที่ถูกมาก และดัชนีล่าสุดช่วงต้นปี 2023 ก็ยังอยู่ในกรอบล่างคือ P/E ในช่วง 9-12 เท่า และในอดีตก็เคยขึ้นไปสูงถึง P/E ประมาณ 18 เท่า

กราฟนี้เป็นกรอบ P/BV ของดัชนี VN30 โดยเส้นสีส้ม คือเส้น P/BV 1.5 เท่า ซึ่งดูจะมีนัยยะสำคัญพอๆกับเส้น P/E 9 เท่าในกราฟ P/E ก่อนหน้านี้
ดังนั้นสำหรับดัชนี VN30 ราคาที่ปรับตัวลงมา ปัจจุบันนับว่ามีมูลค่าในเชิงปัจจัยพื้นฐานที่เทียบเท่ากับช่วงโควิด-19 เลยทีเดียว
ทั้งนี้นักลงทุนก็ต้องประเมินต่อไปว่าหุ้นในดัชนี VN30 จะมีความสามารถในการทำกำไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ในอนาคต
มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านน่าจะพอมีความเข้าใจกรอบ P/E และ กรอบ P/BV กันแล้ว สำหรับดัชนีตัวต่อๆไป จะสรุปให้รวบรัดขึ้นนะครับ
ประเทศสหรัฐอเมริกา
NASDAQ 100 Index ประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่มเทคฯ และนวัตกรรมที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ที่มีขนาดใหญ่เรียงตามมูลค่าตลาด ประมาณ 100 บริษัทแรก (สามารถลงทุนผ่าน DR: NDX01 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bls.tips/NASDAQ-100_Factsheet )
- P/E กรอบล่างประมาณ 18-24 เท่า กรอบบนประมาณ 36-42 เท่า
- P/BV กรอบล่างประมาณ 5-6 เท่า กรอบบนประมาณ 8-9 เท่า
- ช่วงปลายปี 2022 ที่ดัชนีปรับตัวลงมา ในแง่ของพื้นฐานนับว่ามูลค่าถูกใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 ในปี 2020

ประเทศจีน
CSI300 Index ประกอบด้วยหุ้นจีน A-Share จำนวน 300 ตัวเรียงตามมูลค่าตลาด (Market Cap.) และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE) และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: SZSE) (สามารถลงทุนผ่าน DR: CN01 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bls.tips/CN01-Factsheet-FAQs )
- P/E กรอบล่างประมาณ 12-14 เท่า กรอบบนประมาณ 16-18 เท่า
- P/BV กรอบล่างประมาณ 1.50-1.75 เท่า กรอบบนประมาณ 2.00-2.25 เท่า
- ช่วงปลายปี 2022 ที่ดัชนีปรับตัวลงมา ในแง่ของพื้นฐานนับว่ามูลค่าถูกใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 ในปี 2020


STAR50 Index เป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมขนาดใหญ่เชิงโครงสร้างภายใต้ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการต่อยอดเทคโนโลยีต่อๆไป หรือเรียกว่ากลุ่ม Hard Tech ในดัชนีประกอบด้วย 50 บริษัท (สามารถลงทุนผ่าน DR: STAR5001 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bls.tips/STAR50_Factsheet)
- P/E กรอบล่างประมาณ 45-60 เท่า กรอบบนประมาณ 75-90 เท่า
- P/BV กรอบล่างประมาณ 4-5 เท่า กรอบบนประมาณ 7-8 เท่า


Hang Seng Tech Index เป็นดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นบริษัทจีน-ฮ่องกงที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงจำนวน 30 ตัว เรียงตามมูลค่าตลาด (สามารถลงทุนผ่าน DR: CNTECH01 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bls.tips/CNTECH01-Factsheet-FAQs )
- กรอบ P/E ประเมินได้ค่อนข้างยากเนื่องจากกำไรของหุ้นในดัชนีไม่ค่อยนิ่ง และมีช่วงที่ขาดทุนด้วย เนื่องด้วยหุ้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเทคโนโลยี (คล้าย Start up) ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงมากในอนาคต ดังนั้นนักลงทุนจะให้ค่า P/E ที่สูงมาก (ซึ่งคล้ายกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐในอดีต ที่มี P/E เกือบ100 เท่าในอดีต อย่าง Google, Amazon, หรือ Tesla)
- P/BV กรอบล่างประมาณ 1.25-2.00 เท่า กรอบบนเคยสูงสุดที่ประมาณ 5 เท่า


โดยสรุปแล้วในช่วงปลายปี 2022 ดัชนีหลายดัชนี ไม่ว่าจะเป็น VN30 Index ของเวียดนาม, NASDAQ100 Index ของสหรัฐอเมริกา, CSI300 Index ของจีน ปรับตัวลงมาจนมีมูลค่าเทียบกับปัจจัยพื้นฐานในแง่ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิและในแง่ของความสามารถในการทำกำไรใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 แล้ว เรียกว่านับเป็นโอกาสที่จะเริ่มเข้าไปลงทุน โดยหลักทรัพย์บัวหลวงก็มี DR ที่ให้นักลงทุนสามารถลงทุนตามดัชนีเหล่านี้ได้ง่ายๆ บนกระดานหุ้นไทยด้วยนะ
แต่ถ้านักลงทุนท่านใดไม่อยากลงทุนด้วยเงินก้อนทีเดียว เพราะมองว่าราคาถูกแล้วแต่ก็อาจจะผันผวนได้อีก เราก็สามารถกระจายความเสี่ยงตามระยะเวลาได้ด้วยการลงทุนแบบ DCA ซึ่ง BLS Private Fund มีตัวช่วย
เพียงแค่เงิน 5,000 บาทต่อเดือนก็สามารถ DCA เป็นรายวันแบบอัตโนมัติได้แล้ว มีดัชนีให้เลือกถึง 8 ดัชนี ลงทุนผ่าน ETF หรือ DR สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://wconnex.bualuang.co.th/s/article/introduction-dca-va
ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้แนะนำการลงทุนหรือ BLS Customer Service
โทรศัพท์ 0-2618-1111 หรือ Email : [email protected]
โทรศัพท์ 0-2618-1111 หรือ Email : [email protected]
Auto
Equity
Mutual Fund
Auto
Equity
Auto
Recommend
Auto
Mutual Fund