ลองหลับตาย้อนกลับไปกว่า 25 ปีก่อน…ปลายยุค 90 คือช่วงที่โลกการเงินเต็มไปด้วยความฝัน และฟองฟุ้งจาก “ฟองสบู่ดอทคอม” วันนั้น นักลงทุนเชื่อว่า “ธุรกิจไหนมีเว็บไซต์ = รวยแน่นอน” เงินจึงไหลเข้าหุ้นเทคแบบไม่สนพื้นฐาน บริษัทที่ไม่มีรายได้–ไม่มีธุรกิจจริง–ไม่มีลูกค้า แต่แค่มีคำว่า “.com” ต่อท้ายชื่อ ก็สามารถเข้าตลาดหุ้นได้
ทุกอย่างดูไปได้สวย…จนวันที่ความจริงมาเคาะประตู บริษัทเริ่มเปิดงบ รายได้ไม่มี กำไรยิ่งไม่มี ลูกค้าก็ยังมาไม่ถึง เงินที่เคยไหลเข้าตลาดเทค เริ่มไหลออก ราคาหุ้นที่พุ่งด้วยความคาดหวัง เริ่มร่วงเป็นโดมิโน บริษัท .com ที่เคยเป็นความหวังใหม่ กลายเป็นต้องปิดตัวลงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
จนในที่สุด ฟองสบู่แตกดัง “ป๊อบ!” ดัชนี Nasdaq ดิ่งกว่า 78% ในปี 2000 หลายบริษัทหายไปจากโลกนี้ในชั่วข้ามคืน เหลือไว้เพียงตำนาน…และบทเรียนราคาแพง นั่นคือเหตุผลที่วันนี้หลายคนเริ่มถามว่า AI จะเดินซ้ำรอยดอทคอมหรือไม่?

Fast forward มาปี 2025… โลกกำลังถามคำถามเดิมอีกครั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดหลายครั้ง ราคาหุ้นเทคพุ่งราวจรวด และชื่อหนึ่งที่ขึ้นมาเป็นไอคอนของยุคใหม่คือ Nvidiaบริษัทผลิตชิปประมวลผลแบบ GPU หัวใจสำคัญที่ใช้ในการสอน AI, ทำโมเดลใหญ่ (LLMs), Data Center และ Cloud ทั่วโลก พร้อมคำถามที่ชวนให้ใจสั่นเหมือนครั้งก่อนว่า เรากำลังอยู่ในฟองสบู่ AI รึเปล่า?
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยตอบคำถามนี้ คือผลประกอบการล่าสุดของ NVIDIA ที่ออกมาดีกว่าคาดเกือบทุกตัว และสะท้อนดีมานด์ AI ที่ “เกิดจริง” ไม่ใช่ความหวังเหมือนยุคดอทคอม
สัญญาณที่ทำให้หลายคนยังเชื่อว่า AI อาจไม่ใช่ฟองสบู่แบบเดิม
หนึ่งในภาพสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรม AI คือผลประกอบการล่าสุดของ Nvidia ซึ่งออกมา “เหนือคาด” เกือบทุกมิติ และกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่า กระแส AI อาจยังมีแรงขับเคลื่อนมากกว่าที่หลายฝ่ายกังวล

งบล่าสุดแรงทุกมิติ
- รายได้ $57B (คาด $54.9B)
- EPS $1.30 (คาด $1.25)
- แนวโน้ม Q4 บริษัทคาด $65B
- Data Center โต 66% YoY จากดีมานด์ชิป AI ล้นโลก
- Hyperscalers จอง GPU ล่วงหน้า - Microsoft, Meta, Google, Amazon
- ชิปรุ่น Blackwell เป็นตัวเร่งกำไรและยอดขายสูงสุด
- Backlog มหาศาลกว่า $500B = รายได้ที่ “ถูกจองแล้ว”
นี่เองคือความต่างสำคัญจากยุค Dotcom: รายได้มาก่อน ราคาหุ้นค่อยตาม

Source: NVIDIA
Jensen Huang, CEO ของ Nvidia ยังกล่าวกับนักลงทุนว่า “มีการพูดถึงฟองสบู่ AI เยอะมาก แต่จากมุมมองของเรา เราเห็นต่างออกไป” ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า “AI ไร้ความเสี่ยง” แต่สะท้อนว่า ณ ตอนนี้ Demand ยังแข็งแรง และธุรกิจยังเติบโตบนฐานรายได้ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงกระแสที่ขยายตัวด้วยความคาดหวัง
ตัวเลขกำไรและรายได้ไตรมาสล่าสุดของ Nvidia ที่ออกมาดีกว่าที่วอลล์สตรีทคาด เป็นอีกสัญญาณว่ากระแส AI ซึ่งช่วยดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในปี 2025 และพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาจยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว
มุมมอง BLS Global Investing ต่อ NVIDIA

BLS Global Investing ยังคงมุมมอง Overweight ต่อ NVIDIA ในฐานะผู้นำด้าน AI Infra หลังโมเมนตัมยอดขายยังชัดเจน และชิป GB300–Blackwell Ultra มีศักยภาพ ดันรายได้โตต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มกำไรยังแกร่ง ดัน Forward P/E ปี 2027 ณ ปัจจุบัน ลงมาเทรดเพียง 27.3 เท่า ซึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ราว 1 s.d. (👀 ติดตามต่อได้ในรายงาน DR Stock Spotlight)
ถึงแม้ว่าหุ้น NVIDIA รายงานงบไตรมาสล่าสออกมาดีกว่าคาดทั้งรายได้–กำไร แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงใน 1 วันให้หลัง เหตุการณ์แบบนี้เรียกว่า Sell on Facts คือราคาขึ้นนำข่าวดีไปก่อน แล้วถูกขายทำกำไรระยะสั้นหลังข่าวออก แต่นี่ยังไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่แตก และไม่เหมือนยุคดอทคอม เพราะ…
1. พื้นฐานยังแข็งแรง
- ความต้องการชิป AI ยังสูง
- บริษัทใหญ่ทั่วโลกเพิ่มงบลงทุนด้าน AI
- รายได้ Data Center ยังโตต่อเนื่อง
- กระแสเงินสดแข็งแรง ไม่ใช่แค่ “ขายความหวัง”
2. ตลาดถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก
- มุมมองดอกเบี้ยเฟดยังไม่แน่นอน
- เงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงผันผวน
- นักลงทุนสั้นปิดกำไรหลังราคาวิ่งแรงก่อนงบ
3. มองกรอบนี้เป็น “ช่วงพักฐาน” มากกว่าความเสี่ยงใหญ่
- จังหวะย่อเป็นสัญญาณให้วางแผนทยอยสะสม มากกว่าตื่นตกใจ เพราะภาพใหญ่ของ AI และการลงทุนด้าน Compute ยังไปต่อ
ทำไม AI ต่างจาก Dotcom

กระแส AI ดันหุ้นเทค “นำโด่ง” ตลาดทั้งกระดาน
ข้อมูลจาก Bloomberg สะท้อนภาพชัดเจนว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 เป็นต้นมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี วิ่งนำหน้าตลาดรวมอย่างต่อเนื่อง และทิ้งระยะห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังตัวเลขดีมานด์ AI ถูกยืนยันจากรายงานผลประกอบการของบริษัทชั้นนำอย่าง NVIDIA
การที่หุ้นเทคทำผลงาน “แซงตลาดหลัก” อย่างชัดเจน สะท้อน 2 เรื่องสำคัญ:
- เม็ดเงินลงทุนกำไล่เข้าสู่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ทั้ง GPU, Data Center, Cloud, Software และโมเดล AI ขั้นสูง
- นักลงทุนกำลังให้พรีเมียมกับบริษัทที่มีบทบาทต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI เพราะเป็นจุดที่รายได้–กำไร “เกิดจริง” และมีดีมานด์ต่อเนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก
ปรากฏการณ์นี้ตรงข้ามกับยุคดอทคอมที่ราคาหุ้นบางบริษัทวิ่งแรง “ก่อน” รายได้จะเกิดจริง แต่รอบนี้ ตลาดกำลังตอบสนองต่อผลประกอบการและดีมานด์ที่ พิสูจน์ได้แล้วว่าเกิดขึ้นจริง
ในยุคนี้เลือกลงทุนหุ้น AI ยังไงดี?
เวลาพูดถึง “หุ้น AI” หลายคนมักมองไปที่ปลายน้ำอย่าง ChatGPT, Gemini หรือแอปที่ใช้ AI เพราะเป็นสิ่งที่เราเห็นและใช้งานจริงทุกวัน แต่ถ้ามองในมุมของการลงทุน กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดที่สุดในช่วงที่ผ่านมา กลับเป็น “ต้นน้ำ” — รากฐานสำคัญที่ทำให้ทุกระบบ AI เกิดขึ้นได้
ต้นน้ำของ AI ครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ ชิปประมวลผล Data Center และ Cloud หรือสิ่งที่เรารวมเรียกว่า AI Infrastructure กลุ่มนี้คือหัวใจที่รองรับการเติบโตของ AI ทั้งระบบ ไม่ว่า AI จะพัฒนาไปทิศทางไหน ก็ต้องพึ่งพาพลังประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลอยู่เสมอ จึงไม่น่าแปลกที่รายได้และกำไรของบริษัทต้นน้ำหลายแห่งยังคงเติบโตทุกไตรมาส
ถ้ามองผ่านมุมของ AI Value Chain จะเห็นภาพเส้นทางของมูลค่าในอุตสาหกรรมนี้ได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน → โมเดล → ข้อมูล → ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่เราใช้จริงในชีวิตประจำวัน

Layer 1 – Hardware & Infrastructure (ต้นน้ำ)
- ฐานรากของอุตสาหกรรม AI: ชิป, GPU, Data Center, Cloud เป็นกลุ่มที่ดีมานด์เติบโตแรงที่สุด
- ตัวอย่างบริษัท: NVIDIA, AMD, TSMC, Broadcom, Amazon, Microsoft
Layer 2 – Foundation Models
- ผู้สร้าง “สมอง” ของ AI เช่น LLMs ที่ทำให้ AI คิด วิเคราะห์ และตอบสนองได้
- ตัวอย่างบริษัท: OpenAI, Google (Gemini), Meta (Llama), Anthropic
Layer 3 – Data & Labeling
- ธุรกิจที่ดูแลข้อมูล—เก็บ ล้าง จัดโครงสร้าง—เพื่อให้โมเดลเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพ
- ตัวอย่างบริษัท: Snowflake, Databricks, Palantir
Layer 4 – Applications (ปลายน้ำ)
- สิ่งที่ผู้ใช้เห็นจริง เช่น แอป แชทบอท ระบบอัตโนมัติ
- ตัวอย่างบริษัท: Microsoft (Copilot), Google (Gemini Apps), Meta (AI Assistants), Adobe (Firefly)
สนใจลงทุนหุ้น AI ต่างประเทศ…เริ่มต้นได้กับบัวหลวง
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วอยากเริ่มเปิดพอร์ตเพื่อเข้าถึงหุ้น AI ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ทั้ง NVIDIA, AMD, Microsoft, Google, Meta หรือแม้แต่ ETF ธีม AI แบบครบกลุ่ม
หลักทรัพย์บัวหลวงมีบริการลงทุนต่างประเทศให้เลือกทั้ง 2 แบบ คือ Global Investing และ DR (Depositary Receipt) ที่ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
ลงทุนต่างประเทศโดยตรงผ่านะบบ Global Trade Master

- ลูกค้า BLS เดิมที่มีบัญชี Global Investing บนระบบ Global Trade Master อยู่แล้ว สามารถเริ่มเทรดได้ทันที ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่
- ยังไม่มีบัญชี? – อย่าปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดมือ! เปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศออนไลน์ง่าย ๆ สไตล์ BLS Global Investing ลงทุนได้ทั้งหุ้นและ ETF ที่จดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ คลิกที่นี่
- ลงทุนต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทยด้วย DR01 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR01 คลิกที่นี่

