จบไปแล้วกับงานสัมมนาสุดพิเศษ ในหัวข้อ “เปิดมุมมองลงทุนหุ้นเวียดนาม ปี 2564” ของทีม BLS Global Investing
ที่ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ส่งตรงจากประเทศเวียดนาม คุณ Le Thanh Director of Offshore Fund Raising จาก Dragon Capital ร่วมด้วยคุณพีรณัฐ ยืนยงพิสิฐ เจ้าหน้าที่อาวุโส ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ต่างประเทศ และคุณดลนภัตถ์ เย็นชัยสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน จากหลักทรัพย์บัวหลวง ที่มาแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Dollar-Cost Averaging (DCA) ให้ฟังในตอนท้าย..วันนี้เราคัดไฮไลท์สำคัญจากงานสัมมนามาฝากทุกท่านค่ะ
1. ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามปี 2564
ในปี 2563 เศรษฐกิจในทุกประเทศล้วนแล้วได้รับผลระทบ จากการระบาดของโควิด-19 ทั้งสิ้น โดยประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ตัวเลข GDP ยังสามารถโตเป็นบวกได้ ซึ่ง GDP ทั้งปี 2563 อยู่ที่ระดับ 2.9% ถึงแม้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี จะตกสู่ระดับ 0.36% ต่ำสุดในรอบ 30 ปี แต่ก็ยังสามารถฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศส่งออกที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ด้วยมูลค่ากว่า 28,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเติบโตที่ 6.5% เมื่อเทียบกับปี 2562 การลงทุนแบบ New Normal ช่วยหนุนสภาพคล่องในตลาดหุ้นเวียดนาม ในอดีตอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในเวียดนามถือว่าสูงมาก โดยในปี 2559 อยู่ที่ราว 8-10% จึงทำให้การฝากเงินในธนาคารได้รับความนิยมในเวียดนาม แต่ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยได้มีการปรับตัวลง โดยในปี 2563 ได้ปรับลงสู่ระดับ 3.5% ส่งผลให้ผู้คนเริ่มสรรหาการลงทุนใหม่ ๆ คือ การนำมาลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งดูได้จากการเติบโตของจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในเวียดนามในปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตกว่า 100% และล่าสุดจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในเวียดนามอยู่ที่ราว 2.8 ล้านบัญชีแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการหนุนสภาพคล่องในตลาดหุ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งในเวียดนาม ด้วยมูลค่ากว่า 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 6.5% ของ GDP โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองฮานอย และได้ขยับขยายมายังเมืองโฮจิมินห์แล้ว ขณะที่ปีนี้ รัฐบาลเวียดนามมีแผนที่จะสร้างทางด่วนใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ Ben Luc – Long Thanh และ Ho Chi Minh – Thu Dau และระบบรถไฟฟ้า Ho Chi Minh Metro 1 อีกทั้งยังมีโครงการใหญ่อย่างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ Long Thanh International Airport ที่คาดจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 New Political Cycle การผัดเปลี่ยนด้านการเมือง ในทุก ๆ 5 ปี เวียดนามจะมีการเปลี่ยนสมาชิกในพรรคคอมมิวนิสต์ที่มาบริหารประเทศ ซึ่งล่าสุดได้มีการเลือก คุณ Nguyen Phu Trong ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน เข้ามาเป็นนเลขาธิการพรรคสมัยที่ 3 และแต่งตั้ง Nguyen Xuan Phuc ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเป็นเวลาอีก 5 ปี ซึ่งแผนพัฒนาหลัก ๆ ก็คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการหนุน GDP ให้เติบโตราว 6.5-7% ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า สำหรับประเด็นปัจจุบันที่สหรัฐฯได้ทำการตั้งเครื่องหมายว่า เวียดนามเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงินนั้น ทาง คุณ Thanh มองว่ามีผลกระทบที่จำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงไม่ดำเนินการใด ๆ หรือกำหนดอัตราภาษีต่อเวียดนามและยังมองว่ารัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯมีท่าทีที่สามารถเจรจาได้มากกว่ารัฐบาลชุดก่อน รวมทั้งได้อ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศจีนก็เคยโดนประเด็นนี้เช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วสหรัฐฯก็ได้ทำการนำเครื่องหมายดังกล่าวออก
2. อุตสาหกรรมในเวียดนามที่น่าสนใจ
ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่สดใสของตลาดหุ้นเวียดนาม โดยถึงแม้จะพบการระบาดของโควิด-19 ถึง 2 รอบ แต่ดัชนียังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 14.9% โดยสามารถเอาชนะตลาดหุ้นในแถบประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจอยู่ที่ 19 เท่า ซึ่งถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มูลค่าตลาดของเวียดนามนั้นอยู่ที่ราว 244,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ม.ค. 64) โดยเมื่อเทียบ มูลค่าตลาดต่อ GDP อยู่ที่ 66% ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตได้อีก รวมถึงจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นที่ 2.8 ล้านบัญชี เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ราว 100 ล้านคน ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนตลาดหุ้น และยังช่วยลดการพึ่งพานักลงทุนต่างชาติที่แม้จะมีแรงเทขายในช่วงที่ผ่านมา แต่ตลาดยังสามารถไปต่อได้ ก็เป็นเพราะแรงหนุนจากนักลงทุนในรายย่อยในประเทศนั่นเอง คุณ Thanh ได้กล่าวถึง 2 อุตสาหกรรมที่น่าจับตา พร้อมยกตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจ ดังนี้ เริ่มด้วยกลุ่มอสังหาฯ (Real Estate) โดยถึงแม้จะต้องพบเจอกับการระบาดของโควิด-19 แต่ราคาที่อยู่อาศัยในเวียดนามได้มีการเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด โดยเฉพาะใน ฝั่งทางตะวันออกและทางใต้ของเมืองโฮจิมินห์ ที่มี 3 เขตหลัก ๆ ได้แก่ Thu Duc, District 2 และ District 9 ที่ได้ทำการรวมกันเป็นเมือง Thu Duc และเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านของราคาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมกลุ่ม Luxury ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 70%, 47% และ 24% ในแต่ละเขต ตามลำดับ โดยจะมีผู้พัฒนาอสังหาฯอย่าง Khang Dien House (KDH) ที่ได้พัฒนาไปยังในพื้นที่แถบนี้ และในส่วนของทางใต้ Nha Be ที่ราคาโครงการได้มีการปรับขึ้นไปกว่า 50% แล้ว
ทางด้านห้างสรรพสินค้า ก็ยังสามารถฟื้นตัวได้เร็ว จากการที่เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน ประกอบกับ การขยายตัวของกลุ่ม Middle Income ร่วมด้วย Net Lease Per Capita ที่ยังอยู่ที่ระดับ 0.1 ซึ่งน้อยกว่าในกรุงเทพฯที่ 1.4 แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของห้างสรรพสินค้าในเวียดนามได้อีก โดยบริษัทที่น่าสนใจ คือ Vincom Retail (VRE) ที่เป็นผู้พัฒนาห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ด้วยจำนวนห้าง 79 แห่ง ใน 43 เมือง ที่มี Segment ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า และมักจะตั้งอยู่ในจุดที่น่าสนใจในเวียดนาม อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ คือ การบริโภค (Consumer) ซึ่งมีบริษัทอย่าง Masan Group (MSN) ที่สามารถ Perform ได้ดีจากการที่มีผู้คนกักตุนอาหาร ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกโทรศัพย์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เจ้าใหญ่อย่าง Mobile World Group (MWG) ที่มีส่วนแบ่งตลาดในตลาดโทรศัพท์มือถือถึง 45% ก็ได้เริ่มเข้ามาเล่นในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นกัน โดยร้าน Bach Hoa Xanh (BHX) หรือร้านขายของชำของบริษัทที่ตอนนี้มีกว่า 1,700 ร้านค้าแล้ว และยังเป็นธุรกิจที่เข้ามาชดเชยรายได้ที่หายไปของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้คนหยุดการซื้อในช่วงการระบาดที่ผ่านมา
E1VFVN30 ETF
E1VFVN30 เป็น ETF ที่อิงดัชนี VN30 หรือหุ้นชั้นนำ 30 ตัวแรกของเวียดนาม โดยในปี 63 ที่ผ่านมา ผลตอบแทนของดัชนี VN30 อยู่ที่ระดับ 24.8% สามารถเอาชนะดัชนี VN Index ที่ 23.4% จากการที่มีสัดส่วนของหุ้นในอุตสาหกรรมการเงินและเทคโนโลยีมากกว่า อีกทั้งหุ้นบางตัวในดัชนีที่ให้ผลตอบแทนสูงยังมีสัดส่วนน้ำหนักมากกว่าในดัชนี VN30 เมื่อเทียบกับดัชนี VN Index จากเกณฑ์การคัดหุ้นที่แตกต่างกันของ 2 ดัชนี ดังนี้ ดัชนี VN Index จะใช้เกณฑ์การเลือกหุ้นเข้าออกตาม มูลค่าบริษัท ดังนั้นหุ้นที่มีมูลค่าบริษัทมาก หรือบริษัทขนาดใหญ่ก็จะส่งผลต่อดัชนี VN Index มากกว่า ในขณะที่ดัชนี VN30 จะใช้เกณฑ์ มูลค่าบริษัท สภาพคล่อง และ Free-Float ซึ่งถูกออกแบบให้มีมาตรฐานมากขึ้น และสามารถลดผลกระทบจากการที่หุ้นตัวใหญ่จะส่งผลต่อดัชนี
ลงทุนใน DR E1VFVN3001 ด้วย DCA
DR (Depositary Receipt) หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนในไทยสามารถซื้อขายหุ้น หรือ ETF ต่างประเทศได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย ในรูปแบบของ DR ซึ่งผู้ถือ DR นั้นเสมือนถือหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยสามารถลงทุนใน ETFE1VFVN30 ได้ผ่าน DR E1VFVN3001 นั่นเอง
การลงทุนผ่าน DR มี 5 จุดเด่น ดังนี้
- ครบ - กระจายการลงทุนในหุ้นชั้นนำ 30 ตัวแรกของเวียดนาม
- สะดวก – ซื้อขายง่าย ผ่าน Streaming เหมือนกับหุ้นไทย
- ประหยัด - ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการอีกต่อหนึ่ง
- แกร่ง น่าเชื่อถือ – ออกโดย บล.บัวหลวง อันดับเครดิต AA
- ไร้ข้อจำกัด - ลงทุนในหุ้นเวียดนามที่ติด Foreign limit ได้
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Dollar-Cost Averaging (DCA)
การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน หมดกังวลเรื่องการลงทุนผิดจังหวะ และยังเหมาะแก่การลงทุนระยะยาว อย่างการลงทุนใน DR E1VFVN30011. สร้างวินัยการออม ด้วยระบบตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีธนาคารในทุกวันทำการแรกของเดือน 2. บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซื้อขายด้วยระบบอัตโนมัติ เสมือนมีหุ่นยนต์ที่จะช่วยจับจังหวะในการลงทุนและกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม (กรณี DCA&VA ซื้อเป็นเศษหุ้นได้) 3. ประหยัดเวลา ไม่ต้องติดตามสภาวะตลาด เพียงใช้เวลาเล็กน้อยในการติดตามผลการลงทุนผ่านระบบ i-Tracker 4. บริหารความเสี่ยง กำหนดเงินลงทุนที่เหมาะสมในการลงทุนแต่ละช่วงตลาด หรือการซื้อเฉลี่ยเป็นรายวันโดยมีค่าเฉลี่ยความผันผวนและการปรับตัวลงที่น้อยกว่าตลาด 5.ผลตอบแทน คาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่าตลาด ด้วยการคัดเลือกหลักทรัพย์และแบ่งเงินลงทุนเป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม
?รับชมสัมมนาย้อนหลังฉบับเต็มแบบจุใจ คลิกที่นี่ ?ทำความรู้จักกับ DR คลิกที่นี่ ?เรียนรู้วิธีการลงทุนแบบ DCA สามารถอ่านเพิ่มเติม คลิกที่นี่ ติดตามความรู้ทางด้านการลงทุนดีๆ กับพวกเราได้ที่…








