หลังใช้เวลา 2 วันเต็มในจีน (13 – 15 พ.ค. 69) Donald Trump เดินทางออกจากกรุงปักกิ่ง ปิดฉากการพบกับ Xi Jinping ที่ถูกจับตามากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
นี่คือการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และแม้จะยังไม่มี “ดีลประวัติศาสตร์” แบบที่ตลาดเคยหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทริปนี้ ก็เพียงพอจะเปลี่ยน Sentiment ของตลาดโลกได้ไม่น้อย
โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นต่างประเทศไม่ว่าจะผ่าน DR หรือ ลงทุนนอกโดยตรง เพราะสิ่งที่ถูกพูดถึงในครั้งนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับ AI, Semiconductor, Supply Chain และบริษัทเทคระดับโลกแทบทั้งหมด
สิ่งที่ได้กลับมาจาก Summit นี้ มีอะไรบ้าง?
- จีนส่งสัญญาณซื้อ Boeing เพิ่มราว 200 ลำ
- ตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า $10B
- จีนเตรียมนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่ม
- บริษัทจีน 10 ราย ได้รับอนุมัติให้ซื้อ Nvidia H200 อีกครั้ง
- ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง Framework ใหม่ในชื่อ “Strategic Stability”
และประเด็นสุดท้ายนี้เอง ที่ตลาดมองว่าสำคัญที่สุด เพราะมันสะท้อนว่า สหรัฐฯ และจีนอาจกำลังพยายาม “ลดความตึงเครียด” มากกว่าจะเดินหน้า decouple กันเต็มรูปแบบเหมือนในช่วงก่อนหน้า
ประเด็นสำคัญจริงๆ คือ “AI Chips”
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปจีน ทำให้บริษัทเทคจีนหลายแห่งเข้าถึง Compute Power ได้ยากขึ้น
แต่จากการที่ Trump เยือนจีนในครั้งนี้ ได้เกิดดีลอนุมัติให้บริษัทจีนรายใหญ่ เช่น Alibaba, Tencent, ByteDance, JD.com รวมถึง Lenovo สามารถซื้อ Nvidia H200 ได้อีกครั้ง! และมันคือสัญญาณว่า “สหรัฐฯ อาจเริ่มผ่อนเกม AI กับจีนบางส่วน”
เพราะ H200 คือหนึ่งในชิปสำคัญสำหรับการพัฒนา AI infrastructure และก่อนหน้านี้ตลาดกังวลมาตลอดว่า จีนอาจตามสหรัฐฯ ไม่ทันใน AI race เพราะขาด access ด้าน compute ดังนั้น การปลดล็อกครั้งนี้ ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า AI spending ในจีนอาจกลับมาเร็วกว่าที่คาด
และถ้าเงินลงทุนด้าน AI กลับมา หุ้นเทคจีนหลายตัวที่เคยถูกกด valuation จากความเสี่ยงเรื่อง chip restrictions ก็มีโอกาสถูก re-rate ใหม่
แล้วทำไม CEO ระดับโลกถึงบินไปจีนพร้อม Trump?
อีกภาพที่ตลาดพูดถึงเยอะ คือการที่ CEO ของบริษัทระดับโลกหลายคนเข้าร่วมทริปนี้
- Jensen Huang — Nvidia
- Tim Cook — Apple
- Elon Musk — Tesla
สิ่งนี้สะท้อนชัดว่า แม้สหรัฐฯ กับจีนจะแข่งขันกันหนัก แต่บริษัทเทคระดับโลกยัง “ตัดจีนออกไม่ได้”
- Nvidia ต้องการตลาด AI จีน
- Apple ยังพึ่ง Supply Chain ในจีน
- Tesla ก็ยังเติบโตจากตลาด EV จีนอย่างมีนัยสำคัญ
พูดง่ายๆ คือ โลกอาจกำลังแข่งขันกันเรื่องเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริง ทุกฝ่ายยังเชื่อมโยงกันอยู่มากกว่าที่คิด และนี่คือเหตุผลที่หุ้นอย่าง Nvidia, Apple และ Tesla ได้รับ Sentiment เชิงบวกหลังจบทริปนี้
อีกประเด็นที่ตลาดจับตา คือ “พลังงาน” และ “Strategic Stability”
Trump เปิดเผยว่า “จีนตกลงซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ” พร้อมเตรียมส่งเรือขนน้ำมันจาก Texas, Louisiana และ Alaska ไปยังจีน
ดีลนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมกับ Xi Jinping ที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความหวังว่า 2 ชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก อาจเดินหน้าสู่ “ข้อตกลงการค้าใหม่”
แม้ฟังดูเหมือนแค่ดีลพลังงาน แต่ในมุมตลาด มันมีนัยมากกว่านั้น เพราะช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลเรื่องความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน ที่อาจกระทบ supply น้ำมันโลก
จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านจำนวนมาก ดังนั้น การเพิ่มการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าเป็นทั้ง “ดีลการค้า” และ “เกมภูมิรัฐศาสตร์” ไปพร้อมกัน
พูดง่ายๆ คือ สหรัฐฯ กำลังพยายามดึงจีนเข้ามาอยู่ใน ecosystem พลังงานของตัวเองมากขึ้น ขณะที่จีนเองก็ต้องการลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง
ประเด็นที่ตลาดจับตาหลังจากนี้ 👀
- จีนอาจเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม
- มีโอกาสขยายเวลาพักรบทางการค้า
- หุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้ Sentiment เชิงบวก
- บริษัท Oil & Gas ของสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จาก demand ใหม่จากจีน
พร้อมกันนั้น Xi Jinping ยังเปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศเห็นพ้อง Framework ใหม่ในชื่อ “Strategic Stability” เพื่อใช้เป็นแนวทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้จะยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ตลาดตีความว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามสร้าง “กติกากลาง” เพื่อควบคุมความขัดแย้ง ไม่ให้กระทบเศรษฐกิจโลกมากเกินไป
Boeing คืออีกบริษัทที่ได้ประโยชน์เต็มๆ
หนึ่งในบริษัทที่ถูกพูดถึงมากที่สุดหลังการประชุม คือ Boeing
Trump เปิดเผยว่าจีนเตรียมสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มราว 200 ลำ ซึ่งถือเป็นข่าวบวกสำคัญ หลัง Boeing เผชิญแรงกดดันทั้งจาก Airbus และปัญหาภายในบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่า จีนเริ่มกลับมาเปิดพื้นที่ให้บริษัทอเมริกันบางกลุ่มอีกครั้ง และในอดีต Boeing มักเป็นหนึ่งในบริษัทที่สะท้อนความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ได้ชัดที่สุด
แต่ยังไม่ใช่ Happy Ending
แม้บรรยากาศการประชุมจะดูดีขึ้น แต่ยังมีหลายเรื่องที่ตลาดต้องระวัง
เรื่องแรกคือ “ดีลที่ประกาศ” ไม่ได้แปลว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด ย้อนกลับไปปี 2017 Trump และจีนก็เคยประกาศดีลมูลค่ามหาศาล แต่หลายโครงการสุดท้ายไม่เกิดขึ้นจริงตามแผน
นอกจากนี้ ประเด็นไต้หวันยังเป็นจุดเปราะบางที่สุด และ Xi Jinping ก็ส่งสัญญาณชัดว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง” รวมถึงมาตรการพัก Tariff 90 วัน ก็ยังเป็นเพียงทางออกชั่วคราว ไม่ใช่ข้อตกลงถาวร
แล้วนักลงทุนควรมองเรื่องนี้ยังไง?
สิ่งที่ตลาดกำลังตีความจาก Trump-Xi Summit ครั้งนี้ คือโลกอาจเริ่มเข้าสู่ “โหมดลดความตึงเครียด” มากกว่าการตัดขาดกันแบบเต็มรูปแบบ
สหรัฐฯ อาจยังแข่งขันกับจีนต่อ แต่ก็เริ่มเห็นว่า การปิดทุกอย่างอาจกระทบเศรษฐกิจและบริษัทอเมริกันเองมากเกินไป และสิ่งที่น่าสนใจคือ การเจรจานี้อาจยังไม่จบง่ายๆ
Trump ได้เชิญ Xi Jinping เยือนทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน ขณะที่ตลาดก็เริ่มจับตาความเป็นไปได้ของการพบกันอีกครั้งในเวที APEC เดือนพฤศจิกายน และ G20 เดือนธันวาคม
นั่นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปักกิ่งครั้งนี้ อาจไม่ใช่ “บทสรุป” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รอบใหม่ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจต่อไป

