ในอดีต "อวกาศ" เป็นเรื่องของรัฐบาลและหน่วยงานด้านอวกาศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ หรือการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ
แต่ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอวกาศกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อภาคเอกชนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนเกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า New Space Economy
การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งต้นทุนการส่งยานที่ลดลง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้อวกาศเปลี่ยนจากภารกิจระดับชาติในอดีต สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน ตั้งแต่ดาวเทียม จรวดใช้ซ้ำ สถานีอวกาศ หุ่นยนต์ ไปจนถึง AI และระบบอัตโนมัติ
หลังปี 2020 จำนวนการปล่อยยานขึ้นสู่วงโคจรทั่วโลกเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และจีน สะท้อนว่า "อวกาศ" ไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับการสำรวจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งด้านการสื่อสาร ความมั่นคง และเศรษฐกิจดิจิทัล
และหากพูดถึงบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงก็คือ SpaceX

หลายคนอาจรู้จัก SpaceX ในฐานะ "บริษัทจรวด" แต่ความจริงแล้ว วันนี้บริษัทกำลังสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยง อวกาศ อินเทอร์เน็ต และ AI เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่แทบไม่มีใครเหมือน
ย้อนกลับไปในปี 2002 Elon Musk ก่อตั้ง SpaceX ด้วยเป้าหมายที่หลายคนในเวลานั้นมองว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการลดต้นทุนการเดินทางสู่อวกาศ และในระยะยาวคือการพามนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร
กว่า 20 ปีผ่านไป ความฝันในวันนั้นได้พา SpaceX ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลักดันให้อุตสาหกรรมอวกาศเข้าสู่ยุคที่ภาคเอกชนมีบทบาทมากกว่าที่เคย
จากความฝัน สู่ผู้นำอุตสาหกรรมอวกาศโลก
หากพูดถึง IPO ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปี 2026 ชื่อของ SpaceX คงเป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง
ตั้งแต่วันแรกที่เปิดซื้อขาย หุ้น SpaceX มีแรงซื้อจากทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลก ราคาหุ้นพุ่งจากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ไปแตะระดับสูงกว่า 225 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นภาพที่มักเกิดกับ IPO ขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
บริษัทสามารถระดมทุนได้ราว 75-80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco เกือบ 2 เท่า และมีมูลค่ากิจการทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกทันที
ปัจจุบัน SpaceX ครองส่วนแบ่งการส่งมวลสารขึ้นสู่วงโคจรมากกว่า 80% ของโลก มีอัตราความสำเร็จของภารกิจมากกว่า 99% และปล่อยจรวดสำเร็จแล้วกว่า 650 ภารกิจ สะท้อนความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่คู่แข่งยังตามได้ยาก
หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการพัฒนา Reusable Rocket หรือจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวดลงอย่างมหาศาล และเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอวกาศทั้งโลก
ปัจจุบัน SpaceX มีแพลตฟอร์มการขนส่งสู่อวกาศที่ครอบคลุมทุกภารกิจ
- Falcon 9 เครื่องจักรสร้างรายได้หลักจากการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์
- Falcon Heavy รองรับภารกิจขนส่งขนาดใหญ่
- Starship เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ถูกพัฒนาสำหรับภารกิจอวกาศขนาดใหญ่ และการเดินทางสู่ดาวอังคาร
นอกจากนั้น SpaceX ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญได้เองแทบทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องยนต์ จรวด ดาวเทียม ซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ทำให้บริษัทสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็ว ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง
มากกว่าบริษัทจรวด คือ 3 เมกะเทรนด์ในบริษัทเดียว
สิ่งที่ทำให้ SpaceX แตกต่างจากบริษัทอวกาศทั่วไป คือบริษัทไม่ได้สร้างรายได้จาก "จรวด" เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจหลายด้านเข้าด้วยกันประกอบด้วย
- Space Economy ผ่านธุรกิจขนส่งสู่อวกาศ
- Global Connectivity ผ่าน Starlink อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม
- Artificial Intelligence ผ่านการลงทุนด้าน AI Infrastructure และ xAI
ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการเติบโตของเมกะเทรนด์สำคัญทั้ง 3 ด้าน ผ่านบริษัทเดียว
หากดูโครงสร้างรายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า SpaceX กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จาก "บริษัทปล่อยจรวด" สู่ "บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ" แม้รายได้รวมยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 35% ในปี 2024 และอีก 33% ในปี 2025 แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แหล่งที่มาของการเติบโตได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

เดิมทีธุรกิจปล่อยจรวดเป็นหัวใจหลักของบริษัท แต่ปัจจุบัน Starlink ได้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด คิดเป็นกว่า 61% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2025 และเติบโตถึง 50% จากปีก่อน
ในขณะที่ธุรกิจปล่อยจรวดยังคงเติบโต แต่มีสัดส่วนรายได้ลดลงจาก 34% ในปี 2023 เหลือ 22% ในปี 2025 ไม่ใช่เพราะธุรกิจจรวดอ่อนแอลง แต่เป็นเพราะธุรกิจใหม่เติบโตเร็วกว่าอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ AI Infrastructure ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น จากการนำเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทมาต่อยอดรองรับการประมวลผล AI ภายใน Ecosystem
จึงอาจกล่าวได้ว่า วันนี้ SpaceX ไม่ได้สร้างรายได้จากการ "ส่งจรวด" เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังสร้างรายได้จาก "บริการที่อยู่บนอวกาศ" มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้จรวดเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมอง SpaceX ไม่ใช่เพียงบริษัทอวกาศ แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่บนจุดตัดของ Space, Connectivity และ AI พร้อมกัน
SpaceX ไม่ใช่แค่บริษัทจรวด... แต่คือหนึ่งในบริษัทที่โลกกำลังจับตาที่สุด
จากสตาร์ทอัพเมื่อกว่า 20 ปีก่อน วันนี้ SpaceX ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก และหลายคนมองว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโต
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเดิมพัน ไม่ใช่เพียงธุรกิจปล่อยจรวด แต่คือการเป็นหัวใจของหลาย เมกะเทรนด์แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Space Economy, AI Infrastructure, ดาวเทียมสื่อสารผ่าน Starlink และเทคโนโลยีการขนส่งอวกาศ
เมื่อหลายเมกะเทรนด์สำคัญของโลกกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน... SpaceX จึงกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกไม่อยากมองข้าม
และสำหรับนักลงทุนไทย โอกาสนั้นกำลังเข้าถึงได้ง่ายขึ้น...
เตรียมพบกับ DR "SPACEX01" ซื้อขายพร้อมกัน 13 ก.ค. 69 นี้
ลงทุนในหุ้น SpaceX ผ่านตลาดหุ้นไทย ซื้อขายด้วยเงินบาท ผ่านแอปฯ Streaming ได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ให้การลงทุนในหนึ่งในบริษัทที่ขับเคลื่อนเมกะเทรนด์ของโลก เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

