6 Waves เทคโนโลยีที่เคยทำคนกลัว... กับเหตุผลที่ AI ยังไม่แทนคน
6 Waves เทคโนโลยีที่เคยทำคนกลัว... กับเหตุผลที่ AI ยังไม่แทนคน

6 Waves เทคโนโลยีที่เคยทำคนกลัว... กับเหตุผลที่ AI ยังไม่แทนคน

6 Waves เทคโนโลยีที่เคยทำคนกลัว... กับเหตุผลที่ AI ยังไม่แทนคน

หลายคนตอนนี้เริ่มกังวลกับ AI มากขึ้น กลัวว่ามันจะเข้ามาแย่งงานหรือแทนที่คนทำงานในหลาย ๆ อาชีพ แต่ถ้าลองถอยออกมามองภาพใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ จะเห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกเราเจอกับ “คลื่น” เทคโนโลยีแบบนี้

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เราผ่านคลื่นใหญ่กันมาแล้วอย่างน้อย 6 รอบ ซึ่งทุกครั้งก็สร้างความเปลี่ยนแปลงและความกลัวในช่วงแรกเหมือนกันหมด แต่สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ คนปรับตัวได้ งานเปลี่ยนรูป และเศรษฐกิจโดยรวมก็เติบโตขึ้นกว่าเดิม

ย้อนรอย 6 Waves เปลี่ยนโลก (ที่เคยโดนว่าแย่งงานคน)

1. การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปลายศตวรรษที่ 18 – กลางศตวรรษที่ 19)

คลื่นแรกเริ่มจากเครื่องจักรไอน้ำที่เข้ามาแทนงานเกษตรและงานหัตถกรรม หลายคนตอนนั้นกลัวว่าจะตกงานจำนวนมาก แต่สุดท้ายเศรษฐกิจกลับเปลี่ยนผ่านสู่ภาคอุตสาหกรรม แรงงานย้ายเข้าโรงงาน งานเพิ่มขึ้น และผลิตภาพโดยรวมก็เติบโตขึ้น

2. รถไฟ เหล็ก และการสื่อสาร (1830–1910)

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟ เหล็ก และระบบโทรเลข/โทรศัพท์ เร่งให้เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคของ “การเชื่อมต่อ” อย่างแท้จริง แม้ผู้คนในเวลานั้นจะกังวลทั้งเรื่องงานและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่คลื่นนี้กลับสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้ผลิตภาพเติบโตเกือบ 2% ต่อปี ขณะเดียวกันการลงทุนในระบบรางพุ่งสูงเฉลี่ยราว 2.5% ของ GDP ในช่วงพีค แรงงานค่อย ๆ ย้ายออกจากภาคเกษตร งานอุตสาหกรรมขยายตัว และเริ่มเกิดงานสายสำนักงานมากขึ้น

3. ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ (ประมาณปี 1890–1950)

การมาของไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้เปลี่ยนแปลงทั้งภาคการผลิตและชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง โรงงานสามารถดำเนินงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน งานด้านบริหารจัดการและงานสำนักงานขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดแรงงานสายสำนักงาน (white-collar) มีจำนวนมากกว่าแรงงานสายแรงงานทั่วไป (blue-collar)

4. อิเล็กทรอนิกส์ การบิน และการวิจัยภาครัฐ (1940–1980)

ช่วงเวลานี้เป็นยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ การบิน และคอมพิวเตอร์ยุคแรก โดยมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเข้มข้น ผลลัพธ์คือการเติบโตของภาคบริการอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข และวิชาชีพเฉพาะทาง ตลาดแรงงานเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การให้บริการและความรู้

5. อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายดิจิทัล (1990–2020)

อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง งานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิตเริ่มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานในสายเทคโนโลยี เช่น ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์และข้อมูล กลายเป็นผู้ได้เปรียบหลักในระบบเศรษฐกิจใหม่

6. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) – คลื่นปัจจุบัน

AI คือคลื่นเทคโนโลยีล่าสุดที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะสามารถทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ทั้งวิเคราะห์ข้อมูล เขียนเนื้อหา ไปจนถึงช่วยตัดสินใจในบางกรณี เลยทำให้หลายคนกังวลว่าจะมาแทนแรงงานในวงกว้าง

แต่ข้อมูลที่มีตอนนี้ยังสะท้อนว่า ผลกระทบต่อการจ้างงาน “ยังจำกัด” และกระจุกอยู่ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะงานซ้ำ ๆ ของแรงงานอายุน้อย ขณะเดียวกัน AI กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยทำงานมากกว่าแทนที่ทั้งหมด เช่น งานกฎหมายหรือการเงิน ที่ยังต้องใช้มนุษย์ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

ที่มา: Morgan Stanley


ส่อง 5 ตัวตึงยุค AI… ทำไมหุ้นพวกนี้ถึงเป็น “Rockstar”

ถ้าจะมองหา “ตัวจริง” ที่ได้ประโยชน์จาก AI แบบเนื้อ ๆ ตอนนี้ กลุ่ม Big Tech ยังยืนแถวหน้าชัดเจน เพราะแต่ละรายถือ “โครงสร้างพื้นฐาน” คนละชิ้นในระบบ AI ตั้งแต่ชิป คลาวด์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่คนใช้ทุกวัน

1. NVIDIA หรือซื้อ DR ผ่าน Streaming ชื่อ NVDA01 

นี่คือ “คนขายพลั่ว” ในยุคตื่นทอง AI อย่างแท้จริง ไม่ว่าใครจะพัฒนา AI ก็ต้องใช้ GPU ของเขาแทบทั้งหมด ทำให้เป็นผู้ได้ประโยชน์ตรงที่สุด

มุมมอง: ธุรกิจเข้า Checklist แทบทุกข้อ แต่ราคาหุ้นขึ้นมาแรงมากแล้ว ใครจะเข้าต้องยอมรับความผันผวนให้ได้

2. Microsoft หรือซื้อ DR ผ่าน Streaming ชื่อ MSFT01

จากซอฟต์แวร์สำนักงานธรรมดา กลายเป็น AI powerhouse ผ่านการลงทุนใน OpenAI และการฝัง AI เข้าไปใน Word, Excel, Copilot

มุมมอง: เป็น Infrastructure ของคนทำงานยุคใหม่จริง ๆ ทั้ง Office 365 และ Cloud (Azure) ฐานผู้ใช้แข็งแรงมาก ถ้ามีจังหวะย่อแรง น่าสนใจมาก

3. Alphabet (Google) หรือซื้อ DR ผ่าน Streaming ชื่อ GOOGL01

แม้ช่วงแรกดูช้ากว่าเพื่อน แต่ของจริงคือ “Data + Ecosystem” ที่มีมหาศาล ทั้ง Search, YouTube, Android

มุมมอง: การปล่อย AI อย่าง Gemini ฟรี ทำให้นึกถึงยุค Android แรก ๆ ที่แจกเพื่อยึด ecosystem ระยะยาว เป็นหุ้นที่ครบเครื่องมาก

4. Amazon หรือซื้อ DR ผ่าน Streaming ชื่อ AMZN01

หลายคนยังมองเป็น e-commerce แต่ของจริงคือ AWS ซึ่งเป็น “กระดูกสันหลัง” ให้บริษัททั่วโลกใช้รัน AI

มุมมอง: ธุรกิจแข็ง แต่ฐานลูกค้าเป็นองค์กร ทำให้ story อาจไม่ชัดเท่า Microsoft/Google แต่ก็ยังเป็นตัวสำคัญในเกมนี้

5. Meta (Facebook) หรือซื้อ DR ผ่าน Streaming ชื่อ META01

เริ่มกลับมาโดดเด่นอีกครั้งจากการใช้ AI ช่วยให้โฆษณาแม่นขึ้นและตรงกลุ่มมากขึ้น ใครที่เคยรู้สึกว่าโฆษณา Facebook ตามหลอน นั่นแหละคือพลังของ AI

มุมมอง: วันนี้ Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งมากแล้ว ส่วนการเติบโตในยุค AI จะไปได้ไกลแค่ไหน ยังเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อ

DR.webp

3 กองทุน AI ใช้ลดหย่อนภาษีได้

1. B-INNOTECHRMF กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงชีพ โฟกัสบริษัทเทคโนโลยีโลก + นวัตกรรม (AI, Cloud, Software, Semiconductor) เป็นกองที่ได้ exposure AI แบบกว้างและตัวใหญ่ของโลก จังหวะย่อแรง ๆ มักน่าสนใจ เพราะได้ทั้งธีมเติบโตและสิทธิ์ลดภาษี

2. B-ASIATECHRMF กองทุนเปิดบัวหลวงเอเชียเทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงชีพ ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย (ชิป, ฮาร์ดแวร์, เทคแพลตฟอร์ม) เป็นฝั่ง “ของจริงใน supply chain” ของโลกดิจิทัล โดยเฉพาะ Hardware & Electronics ที่เป็นฐานของ AI และโลกกายภาพที่เชื่อมกับออนไลน์ เหมาะสำหรับคนที่มองการเติบโตระยะยาว

3. MEGA10AIRMF กองทุนเปิด MEGA 10 Artificial Intelligence เพื่อการเลี้ยงชีพ ลงทุนในหุ้น AI ระดับโลก 10 บริษัท เหมาะกับคนที่อยากได้ exposure AI แบบ “คัดมาแล้ว” ไม่ต้องเลือกหุ้นเอง และลดภาษีได้ด้วย


สูตรเช็กหุ้น AI "ของจริง" 

เพื่อแยกแยะระหว่างบริษัทที่ “ใช้ AI เป็นแกนธุรกิจจริง” กับบริษัทที่เพียงอาศัย narrative ทางการตลาด สามารถใช้กรอบวิเคราะห์ 3 มิติหลักดังนี้

1. Data Advantage (ความได้เปรียบด้านข้อมูล)

AI มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของข้อมูล บริษัทที่มี proprietary data หรือเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จะสามารถพัฒนาโมเดลที่เหนือกว่าและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในระยะยาว ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลถือเป็น “asset ใหม่” ที่สร้าง moat ให้ธุรกิจ

2. Scalability (ความสามารถในการขยายตัว)

หัวใจของเทคโนโลยีคือความสามารถในการเติบโตแบบไม่เป็นสัดส่วนกับต้นทุน (non-linear growth) กล่าวคือ รายได้สามารถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรในอัตราเดียวกัน หาก AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดต้นทุนเล็กน้อย อาจยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง แต่หากสามารถ “ยกระดับ output ต่อหน่วย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือสัญญาณของ scalability

3. Monetization (ความสามารถในการสร้างรายได้)

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีจะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ก็ต่อเมื่อสามารถแปลงเป็นรายได้และกำไรได้จริง ไม่ว่าจะผ่านการเพิ่ม efficiency, การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปิดตลาดใหม่

บริษัทที่มี AI แต่ยังไม่สามารถ monetize ได้ อาจยังอยู่ในช่วง “ทดลอง” มากกว่าการสร้างมูลค่าจริง


เริ่มต้นลงทุนหุ้น AI ง่าย ๆ ผ่าน 3 ช่องทาง

1.    ลงทุนในบัญชีหุ้นต่างประเทศโดยตรงผ่าน Global Trade Master

GI-trade.webp

ดูวิธีเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศ ลงทุนตรงทั้งในตลาดหุ้นอเมริกา ฮ่องกง เวียดนาม คลิกที่นี่เลย 


2.    ซื้อ DR ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นไทยผ่านแอป Streaming

DR-Trade.webp

ดูข้อมูล DR01 อย่างละเอียดคลิกที่นี่เลย


3.    กระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวมบนแอป Streaming Fund+

Fund-trade.webp

ดูวิธีเปิดกองทุนรวม คลิกที่นี่เลย


เปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ อนุมัติไว ง่าย ๆ ผ่านแอป Wealth Connex

Footer_4.png Footer2_3.png

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง