ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา!! นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยปัจจัยหลักที่เป็นผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า คือ...
1. ปีที่แล้วธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งภายในหนึ่งปี ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

2. สงครามทางการค้า (Trade War) ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากการลงนามเซ็นต์สัญญาทางการค้าเฟส 1 ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน
3. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 32.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง ม.ค. - พ.ย. 62 ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบด้วย ดุลการค้า (ส่งออก, นำเข้า) และดุลบริการ (การท่องเที่ยวของคนต่างประเทศ, คนไทยเที่ยวต่างประเทศ) ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด หมายความว่า มูลค่าการส่งออก มากกว่า มูลค่าการนำเข้า และคนต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก ส่งผลให้เงินไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทจึงแข็งค่าต่อเนื่อง

การเผชิญกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยในปีที่แล้วได้มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ อีกสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำเพื่อเป็นการดูแลค่าเงินบาท แสดงให้เห็นจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น หมายถึง การเข้าซื้อเงินดอลลาร์ที่เพิ่มมากขึ้น...ด้วยการขายเงินบาทมาซื้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้อย่างต่อเนื่อง

หลายคนสงสัยทำไมหลายๆ ประเทศที่เกิดดุลบัญชีเดินสะพัด แล้วเงินไม่แข็งเท่าเงินบาท ?

เพราะหลายประเทศ เงินทุนไหลเข้ามามากก็ไหลออกมากเช่นกัน!! คือได้มีการนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ!! ต่างจากประเทศไทยที่เงินทุนไหลออกไปลงทุนต่างประเทศยังน้อย สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่ามากนัก คือ สนับสนุนให้นักลงทุนเริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน...
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
ค่าเงินบาทปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
และตั้งแต่ต้นปี 63 ประเทศไทยได้ส่งไม้ต่อให้กับเงินรูเปียห์ ประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้มีการแข็งค่ามากขึ้นแซงค่าเงินบาทไทย ปัจจุบันเงินรูเปียห์แข็งค่าที่ 1.59% (ข้อมูตั้งแต่ 1 ม.ค. – 6 ก.พ. 63) เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลได้ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 5 - 8% ค่อนข้างสูงจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น ยิ่งเงินรูเปียห์เป็นที่ต้องการมาก ค่าเงินรูเปียห์ก็จะยิ่งแข็งค่า ปัจจุบันธนาคารกลางอินโดนีเซียยังไม่ได้ออกมาจำกัดการแข็งค่าของเงินรูเปียห์ เนื่องจากยังสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง
ส่วนปัจจุบันประเทศไทยค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง 4.73% สู่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ (ข้อมูลตั้งแต่ 1 ม.ค. – 6 ก.พ. 63) จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยลดลง และเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% เนื่องจาก กนง.เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการ จึงเห็นว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงินจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ
เริ่มต้นลงทุนกับหลักทรัพย์บัวหลวง
ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมความรู้ด้านการลงทุน ได้ที่…