27843
27843

การลงทุนในของสะสม

การลงทุนในของสะสม

"รถยนต์คลาสสิค ... เหรียญ ... นาฬิกา ... ภาพวาด ... พระเครื่อง ... ของสะสมเหล่านี้มีอะไรที่เหมือน และต่างจากการลงทุนในหุ้น?"

ถ้าพูดเรื่องการลงทุน จริง ๆ แล้วมันไม่เคยจำกัดอยู่ที่แค่หุ้น หรือกองทุนเท่านั้นครับ ในโลกนี้มีการลงทุนอีกหลายแขนง หลากหลายรูปแบบ ที่สามารถเพิ่มค่าของเงินในกระเป๋าให้กับคุณได้ หนึ่งในนั้นก็คือ "ของสะสม" ซึ่งพอผมได้ลองศึกษาดูแล้ว พบว่าการลงทุนในของสะสม และการลงทุนในหุ้นนั้น มันมีสิ่งที่เหมือน และต่างกันอย่างน่าประหลาดใจครับ

1. ของสะสม สามารถจับต้องได้ มีตัวตน การลงทุนในของสะสมเหล่านี้จึงแตกต่างจากหุ้นอย่างสิ้นเชิง คือหุ้นและกองทุนนั้น ถือเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ ซื้อหุ้นไปแล้ว คุณไม่สามารถควักออกจากพอร์ต มานั่งส่อง นั่งพินิจพิเคราะห์ ดูความสวยงามของตัวหุ้นไม่ได้ (อย่างมากก็เปิด application ดูมูลค่าหุ้นในพอร์ต)

G0DL5oPyrtt5HBAi4FvAmfe1Rs5D47PsqHJxB3cMBRYBJheRddQxZ2

(เหรียญ 5 บาท ปี 2525 ที่เมื่อปีที่แล้วมีข่าวรับซื้อสูงสุดถึงเหรียญละ 400,000 บาท)

2. ของสะสม มีคุณค่าทางใจ เนื่องจากของสะสมบางชิ้น นอกจากจะมีมูลค่าทางตัวเงินแล้ว อาจมีมูลค่าทางความรู้สึก ทางจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยการที่มันอาจเป็นของที่เราได้รับตกถอดมาจากรุ่นเจ้าคุณปู่ หรือจะเป็นงานศิลป์ ที่มีความงดงามวิจิตรในตัว หรืออย่างพระเครื่อง ที่คนไทยเราใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจจิต สิ่งเหล่านี้แม้มันอาจไม่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่เราก็อยากจะเก็บรักษามันไว้ ต่างจากหุ้นที่อาจไม่ได้มีคุณค่าทางความรู้สึกเท่าไหร่ ถ้าวันไหนหุ้นที่เคยทำกำไรกลายร่างเป็นดาวร้าย เชื่อว่าทุกคนก็พร้อมขาย โดยที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันอะไรกับมันเลย

22690372_10159542755650341_1296343338_o (2)

(พระรอดพิมพ์ตื้น สุดยอดพระเครื่องของบ้านเรา ที่ราคามีตั้งแต่หลายล้าน ไปถึง 10 ล้านเลยทีเดียว)

3. ของสะสม ต้องการการดูแลรักษา รถยนต์บางคันที่มีราคาประมูลกันหลัก "พันล้าน" ก็ยังต้องการการบำรุงรักษาด้วยช่างมืออาชีพอยู่ตลอด ต้องคอยมาหยอดน้ำมัน ทำความสะอาดเครื่องยนต์ ต้องมีเวลาพามันไปขับเล่นบ้าง ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า "ค่า Maintenance" แต่หุ้นเหรอ...? ถ้าคุณเลือกหุ้นถูกตัว คุณจะไม่มีรายจ่ายอะไรพวกนี้เลย ตรงกันข้ามคุณจะมีแต่รายรับจากเงินปันผลด้วยซ้ำไป

1957-ferrari-315-335-s-scaglietti-spyer-collection-bardinon-7-artcurialphotographechristianmartin

(1957 Ferrari 335 S Spider Scaglietti ที่เพิ่งจะปิดประมูลกันไปที่ราคา 1,075 ล้านบาทเองครับ)

4. ของสะสม เปลี่ยนมือได้ยากกว่าหุ้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ภาพบางชิ้นถ้าคุณเอาไปขายให้กับคนที่ดูไม่เป็น เขาอาจจะคิดว่า "นี่มันภาพอะไรกันเนี่ย???" และอาจไม่มีมูลค่าใด ๆ กับคน ๆ นั้นเลย คุณจำเป็นต้องเอาไปขายในกลุ่มที่สนใจเหมือน ๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนของกลุ่มนักสะสมต้องเป็นรองจำนวนนักลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว และการลงทุนในหุ้น ถ้าเมื่อวานคุณซื้อหุ้นมาตัวนึง แล้วเกิดเปลี่ยนใจ ไม่ชอบธุรกิจ วันนี้คุณก็แค่ไปตั้งขายในกระดานหุ้นตอน 10 โมงก็เท่านั้นเองครับ

top20_most_expansive_paintings_17

(ภาพวาดของ Jackson Pollock ปิดประมูลไปครั้งล่าสุดที่ 140 ล้านเหรียญ หรือ 4,620 ล้านบาทครับ)

5. ไม่ว่าจะสะสมของ หรือสะสมหุ้น ... คุณต้องรู้ลึก รู้จริง! เพราะด้วยของสะสมหลาย ๆ ชิ้นมันมีมูลค่า "ของเก๊" ก็ต้องตามมาเป็นเรื่องปกติ และอย่าคิดว่าของเก๊จะมีแต่ของสะสมนะครับ "หุ้นเก๊" ก็มีอยู่ถมไป ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือของสะสม คุณต้องมีความรู้จริงในสิ่งนั้น ถ้าเป็นของสะสม คุณต้องแยกแท้ แยกเก๊ให้ออก ถ้าเป็นหุ้น คุณก็ต้องดูให้ออกว่าธุรกิจมันจะเติบโตจริงอย่างที่ผู้บริหารคุยไว้หรือเปล่า พื้นฐานดีไหม? หรือมี Story อะไรมารองรับบ้าง?

Patek-Philippe-1939-Platinum-World-Time-Watch

(นาฬิกาข้อมือ Patek Philippe Platinum World Time รุ่นปี 1939 ปิดประมูลล่าสุดตอนปี 2002 สนนราคาอยู่ที่ 4 ล้านเหรียญ หรือ 132 ล้านบาทครับ)

"สุดท้ายแล้วการลงทุนไม่ว่าจะเป็นของสะสม หรือหุ้น ถ้าคุณศึกษาให้ถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง การลงทุนนั้นมันก็สามารถเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับเราได้อย่างแน่นอนครับ"

 ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ , นักวางแผนการลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง