Tips
ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการซื้อขายครั้งแรกเมื่อปี 2518 เรียกได้ว่าดัชนีหุ้นไทยเจอกับวิกฤตมาก็หลายครั้ง เกิดขึ้นจากในประเทศเราเองก็มี หรือได้รับผลกระทบทางลบจากต่างประเทศบ้างก็มี วันนี้เราได้รวบรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า ตลาดหุ้นไทยผ่านอะไรมาบ้าง? ไปดูกัน...
ปี 2530 : Black MondayBlack Monday หรือ วันจันทร์ทมิฬ เป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นทั่วทั้งโลก และส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤตในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากการที่ ในขณะนั้นตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาขึ้น ดัชนีดาวน์โจนส์ (DJIA) ปรับตัวสูงขึ้นถึง 43% ภายในปี 2530 และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 2,746.65 จุด ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกว่าจะเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ และยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้นเมื่อรัฐบาลกลางสหรัฐเปิดเผยการขาดดุลทางการค้า และปัญหาค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่น และต้องการการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยการขาย short index future เพื่อจำกัดการขาดทุนของพอร์ตในกรณีที่ราคาตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งในขณะนั้น Index Future ยังถือว่าเป็นสินค้าใหม่ในตลาด ทำให้ประสบปัญหาสภาพคล่อง และอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตในครั้งนั้นเกิดจากระบบ Program Trading ซึ่งเป็นระบบส่งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ ที่ตลาดหุ้นสหรัฐได้นำระบบนี้เข้ามาช่วยในการซื้อขาย โดยในวันที่ 19 ต.ค. 2530 จู่ๆระบบ Program Trading ก็ได้ส่งคำสั่งขายหุ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ นักลงทุนที่หวั่นวิตกกับสภาพการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้นอยู่แล้ว ยิ่งทวีความตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีกจากการที่ราคาหุ้นลดต่ำลง ทำให้เกิดการเทขายหุ้น จนดัชนีดาวน์โจนส์ลดลงไปถึง 508.32 จุด หรือคิดเป็น 22.6% ลงมาปิดตลาดที่ระดับ 1,738.74 จุด และส่งผลกระทบกับตลาดหลักทรัพย์ไทย ดัชนีลดลงถึง 215.04 จุด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน
ปี 2540 : วิกฤตต้มยำกุ้ง ดัชนีจาก 1,780 จุด ลงมาเหลือ 200 กว่าจุด!!หากพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย เชื่อว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง คงเป็นชื่อแรกๆที่เกือบทุกคนจะต้องนึกถึง เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 จากการที่รัฐบาลเปิดเสรีทางการเงิน เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อมาปล่อยกู้ในประเทศ เนื่องจากขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในไทย ทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น ประกอบกับขณะนั้นสถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ง่ายจนเกิดการเก็งกำไรโดยกู้เงินนำมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ เมื่อคนหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ราคาของอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นเกินมูลค่าที่แท้จริง นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่...นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่ง คือ โดนโจมตีค่าเงินบาท จากนักเก็งกำไรนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในประเทศไทย และนำเงินดอลลาร์ที่ได้ไปแลกเป็นเงินบาทในตลาดต่างประเทศ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนเงินทุนสำรองลดน้อยลง สุดท้ายแล้วต้านทานไม่ไหว ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 ก.ค. 2540
ปี 2549 : มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท19 ธันวาคม 2549 ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อป้องกันนักลงทุนระยะสั้นที่จะเข้ามาเก็งกำไรจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ต้องกันเงินสำรองเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาแลกเป็นเงินบาท โดยจะต้องกันไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี หากจะนำเงินคืนก่อนกำหนดจะได้รับเงินคืนเพียง 2 ใน 3 ของจำนวนเงินที่กันสำรองไว้...จากมาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกกับนักลงทุนต่างชาติที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้หลังจากที่ตลาดหุ้นเปิดทำการที่ระดับ 721.85 จุด ก็เกิดแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติทำให้ดัชนีตลาดปรับตัวลดลงกว่า 100 จุด ซึ่งเป็นการลดลงเกินกว่า 10% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องพักทำการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ตามมาตรการ Circuit breaker และกลับมาทำการซื้อขายต่อตามปกติ
ปี 2551 : วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) หรือ วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis)เมื่อพูดถึงวิกฤตนี้ เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงจำกันได้ แต่อาจไม่อินมากเท่าไร เพราะไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเราโดยตรง จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเศรษฐกิจขณะนั้นอยู่ในช่วงถดถอย ทางรัฐบาลจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเป็นการปล่อยกู้ง่ายๆ ลูกหนี้มีรายได้น้อย ไม่มีคุณภาพ หรือมีแนวโน้มที่จะไม่จ่ายชำระหนี้คืน ก็สามารถกู้ได้ พอทุกคนเห็นแบบนี้ว่า...อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ผลที่ตามมาก็คือ ประชาชนในสหรัฐเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอย การลงทุนเพิ่มมากขึ้น และมีกลุ่มคนบางกลุ่มมีความต้องการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด เพื่อเก็งกำไร จากอัตราดอกเบี้ยลดลง พออุปสงค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ราคาบ้าน ที่ดิน ราคาสูงมากเกินความเป็นจริง ประชาชนในประเทศจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เกิดภาวะข้าวของแพงจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้รัฐบาลอยู่นิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องออกมาชะลอความร้อนแรงของภาวะเงินเฟ้อด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในมุมมองทางทฤษฎี หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะจูงใจให้คนชะลอการใช้จ่ายลง ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งหวบอย่างรวดเร็ว ลูกหนี้ที่กู้เงินไป ก้ไม่สามารถจ่ายชำระหนี้คืนได้ กลายเป็นหนี้สูญ จนสถาบันการเงินขาดสภาพคล่องและปิดตัวลงในที่สุด...
ปี 2554 : มหาอุทกภัยปลายปี 2554 ประเทศไทยต้องประสบกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง โดยภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนั้นส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากน้ำได้เข้าท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมถึงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทยอย่างกรุงเทพมหานคร กระทบกับภาคการผลิตหลายแห่งต้องหยุดการผลิต ธุรกิจต้องหยุดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบกับพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยอีกด้วย จากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัว ดัชนีตลาดลดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 855.45 จุด ในเดือน ต.ค. 2554
ปี 2555 : Grexit ปัญหาหนี้กรีซ...เกิดจากการที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จนรายได้ < รายจ่าย ส่งผลให้เกิดการขาดดุลของรัฐบาล และรายจ่ายส่วนใหญ่ถูกใช้จ่ายไปกับ เงินเดือนราชการ, ค่าใช้จ่ายบำนาญ, สวัสดิการคนตกงาน, จัดซื้ออาวุธทางการทหารที่เกินตัว พอขาดดุลเรื่อยๆก็เกิดการกู้ จนมีหนี้ และรัฐบาลไม่มีเงินพอชำระหนี้ได้ จนกระทั่งกรีซได้รับข้อเสนอจาก ECB และ IMF ให้ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด..."ตัดรายจ่าย เพิ่มการเก็บภาษี" เพื่อให้มีเงินเพียงพอเหลือชำระหนี้ โดยประเทศกรีซได้มีการลงมติว่าจะรับเงื่อนไขมาตรการรัดเข็มขัดนี้หรือไม่ ? แต่สุดท้ายแล้วประเทศกรีซก็ยังคงอยู่ใน EU ต่อไป...โดยสิ้นสุดการเจรจากันเพื่อขอผ่อนผันเงื่อนไขดังกล่าว...
ปี 2558 : เหตุการก่อการร้ายเกิดขึ้นในประเทศไทย จากเหตุบ้านการเมือง เชื่อว่าทุกคนยังคงจำได้ถึงเหตุการณ์วางระเบิดที่ราชประสงค์ 2-3 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ดัชนีดิ่ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทันที นักลงทุนเกิดความหวาดกลัว แห่กันเทขายหุ้น กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และ สายการบิน
ปี 2559 : Brexit "อังกฤษออกจาก EU"UK Votes to "LEAVE" The EU 51.9% "OUT" ด้วยคะแนนเสียง 17,410,742 คะแนน 48.1% "IN" ด้วยคะแนนเสียง 16,141,241 คะแนน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำประชามติครั้งนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ 1. อังกฤษไม่ต้องการรับความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจร่วมกับประเทศอื่นๆ ใน EU 2. ทางอังกฤษมองว่า ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) คนใหม่ มีความสามารถและวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับที่อังกฤษต้องการ 3. อังกฤษไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การโยกย้ายแรงงานอิสระ (เพราะต้องใช้เงินภาษีจำนวนมากในการดูแลด้านสวัสดิการแก่แรงงานต่างถิ่น) และการที่อังกฤษออกจาก EU นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ ข้อดี : การค้ามีความเสรีขึ้น, สามารถควบคุมแรงงานต่างถิ่นได้, มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น ข้อเสีย : กระทบกับการส่งออก, ภาพลักษณ์และอิทธิพลของรัฐบาลอังกฤษ, ค่าเงิน GBP อ่อนค่า เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์
Tips
สอนลงทุน
บริการ
FAQ
Tips
สอนลงทุน
FAQ
หุ้น
Futures & Options
Tips